2006/Oct/27

ทฤษฎีการเรียนรู้

การเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน นักการศึกษาและนักจิตวิทยา ชาติต่างๆ ได้พยายามศึกษาสภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกระบวนการอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการถ่ายโยงความรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ได้อย่างไร ทำให้เกิดทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้น

พรรณี ชูทัย (2522 : 135-136) ได้แบ่งทฤษฎีการเรียนรู้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มเชื่อมโยงนิยม หรือกลุ่มทฤษฎีการสร้างสัมพันธ์ต่อเนื่อง พฤติกรรมการเรียนรู้

เป็นผลจากการที่เอกัตบุคคลได้รับสิ่งเร้า หรือตัวแหย่แล้วเกิดการตอบสนอง มีปฏิกริยาระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองแบบลูกโซ่ โดยมีการเสริมแรงอย่างต่อเนื่องจนผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อมนุษย์ได้เลือกปฏิกริยาตอบสนองที่ถูกต้องเชื่อมต่อกับสิ่งเร้า การเรียนรู้คือ การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง

2. กลุ่มประสบการณ์นิยม หรือกลุ่มทฤษฎีสนาม กลุ่มประสบการณ์นิยม หรือกลุ่ม

ทฤษฏีสนามเชื่อว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากความจำที่ผู้เรียนจะต้องแก้ปัญหาเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เมื่อได้แสวงหาประสบการณ์แล้วการเรียนรู้จะเกิดขึ้น ทฤษฎีนี้สนับสนุนให้ผู้เรียนปฏิบัติและประกอบกิจกรรมเอง ส่วนประสบการณ์เดิมนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อินทรีย์เกิดการหยั่งเห็นวิธีการแก้ปัญหา

สวิง งามลักษณ์ (2523 : 36) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ ว่าแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. กลุ่มทฤษฎีที่เชื่อเรื่องการใช้สิ่งเร้า และการตอบสนอง (Stimulus Response Theories)

2. กลุ่มทฤษฎีที่ว่าด้วยความรู้ หรือกลุ่มทฤษฎีสนาม (Cognitive Theories or Field

Theories)

จากความเชื่อของทฤษฎีทั้ง 2 กลุ่ม ที่กล่าวมาแล้วนั้นจะสังเกตเห็นได้ว่า กลุ่มแรกคือ กลุ่มทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง จะเน้นที่ผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญที่จะกำหนดพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยผ่านใช้สื่อ หรือสิ่งเร้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มทฤษฎีการรับรู้ เข้าใจ หรือ ทฤษฎีสนาม จะเน้นที่ผู้รับเป็นบุคคลสำคัญที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ ถ้ามีสติปัญญาในการวิเคราะห์ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้มาก ก็ย่อมที่จะเรียนรู้ได้มาก อีกทั้งยังสามารถที่จะนำไปแก้ไขปัญหาในชีวิตได้อีกด้วย

ลักษณะผู้เรียนรู้ที่พึงประสงค์ (ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี และคณะ.2543น.11)

ผู้เรียนเป็น คนดี คนเก่ง และคนมีความสุข

-คนดี คือ คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทั้งทางด้านจิตใจและพฤติกรรมี่แสดงออก เช่น มีวินัย มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล รู้หน้าที่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์

-คนเก่ง คือ คนที่มีสมรรถภาพสูง โดยมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง หรือรอบด้าน หรือมีความสามารถเฉพาะทาง เช่นทักษะและกระบวนการทางวิทยาสาสตร์ มีความคิดสร้างสรรค์คื มีภาวะผุ้นำ เป็นคนทันสมัย มีความเป็นไทย สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต้มสักยภาพ สามารถทำประโยชนืใหกับตนเอง สังคมและประเทสชาจติได้

-คนมีความสุข คือ คนที่มีสุขภาพดีทั้งกายและจิต ร่าเริงแจ่มใส ร่างกายแข้งแรง มีมนุษยสัมพันธ์ มีความรักต่อทุกสรรพสิ่ง เป็นอิสระพ้นจากอบายมุข รู้จักความพอเพียง ดำรงชีวิตตามอัตภาพ

ลักษณะการส่งเสริมการเรียนรู้ 4 รูปแบบ(ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี และคณะ.2543.น.37)

1.แบบจินตนาการ imaginative learners ผู้เรียนมีลักษระการเรียนรู้ โดยการดูแล้วนำมาผสมผสานกับความคิดของตัวเอง นำข้อมูลใหม่เข้ามาเพื่อให้เกิดการเปบลี่ยนแปลง มองอะไรเป็นภาพรวม ผู้สอนควรใช้คำถาม ทำไม Why กระตุ้นการเรียนรู้ เพื่อนไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายกับผู้เรียน

2.แบบวิเคราะห์ analytical learners ผู้เรียนมีลักษณะการเรียนรู้แบบวิเคราะห์ การเรีนรู้ผสมผสานระหว่างการดูกับการคิด เพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริง คตวามคิดรวบยอด เพื่อหาความเข้าใจ ผู้สอนใช้คำถาม อะไร what เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

3.แบบสามัญสำนึก common sense learners ลักษณะขงผู้เรียนแบบนี้ชอบการคิด โดยผ่านสามัญสำนึก ทดลองทำด้วยตนเอง ลงมือปฏิบัติ สนใจกระบวนการ ผู้สอนใช้คำถาม อย่างไร how กระตุ้นการเยนรู้ โดยให้โอกาสทดลองทำ ลงมือทำเพื่อเกิดประสบการณ์ตรง บทบาทผู้สอนคอยแนะนำช่วยเหลือ

4.แบบพลวัต dynamic learners ลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบนี้ ชอบการเรียนรู้โดยสัมผัสกับของจริง ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และค้นพบด้วยตนเอง ผู้สอนใช้คำถาม ถ้า if กระตุ้นการเรียยรู้ด้วยตนเอง และสอนเพื่อนร่วมการเรียนรู้ด้วย

กระบวนการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้มีทั้งที่มนุษย์เรียนรู้เองโดยธรรมชาติ และเรียนรู้จากการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้โดยการศึกษาและฝึกอบรม กระบวนการเรียนรู้ทั้งสองระบบมีความแตกต่างกันอย่างมาก สีลาภรณ์ นาครทรรพ (2538 : 38-48) ได้สังเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้ของชุมชนในสังคมกับการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน โดยเสนอเป็นตารางเปรียบเทียบไว้ดังนี้

ตาราง เปรียบเทียบการศึกษาในระบบโรงเรียนกับระบบการเรียนรู้ของชุมชน

ระบบโรงเรียน

ระบบการเรียนรู้ของชุมชน

องค์กร

- โรงเรียน

- องค์กรชุมชน

กลุ่มเป้าหมาย

- นักเรียน

- คนในชุมชนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่

ผู้สอน

- ครู

- วิทยากรท้องถิ่น ปราชญ์ ชาวบ้าน

วิธีการจัดการเรียนการสอน

- มีชั้นเรียน

- ไม่มีชั้นเรียน

การสอน

- เอาเนื้อหาวิชาที่สอนเป็นตัวตั้ง

- เอาปัญหาของชุมชนเป็นตัวตั้ง

การวัดผล

- มีการสอบ

- ไม่มีการสอบ วัดผลด้วยตัวเองว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่

ระยะเวลา

<