2006/Oct/27

ความหมายเกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) คือ การเกษตรที่สร้างสรรค์ให้เกิดระบบนิเวศน์การเกษตรยั่งยืน ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการอนุรักษ์และ ปรับปรุงสภาพแวดล้อม โดยใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในระบบการเกษตรให้เกิดการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เน้นการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เศษเหลือของพืชใช้เป็นอาหารสัตว์และปลา มูลและซากของสัตว์และปลาใช้เป็นปุ๋ยของพืชและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ช่วย ปรับปรุงบำรุงดิน พืชตระกูลถั่วช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศให้เป็นไนโตรเจนในรูปของอาหารพืช เป็นต้น"

( กรมส่งเสริมสหกรณ์, 2544 อ้างใน เกษมศักดิ์ แสนโภชน์.2545)

เกษตรอินทรีย์ คือการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อลด และ เลิก การใช้สารเคมี แล้วหันมาเข้าสู่กระบวนการผลิตตามธรรมชาติ โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักทางชีวภาพแทนการใช้สารเคมี ในระยะแรกการใช้น้ำหมักอาจจะยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่พอใช้สักระยะก็จะเห็นผลในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลดลง สภาพแวดล้อมดีขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คงไม่พ้นเรื่องของดินที่กลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

(ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์.2547)

เกษตรอินทรีย์ คือ การทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต โดยมีการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เน้นการปรับปรุงบำรุงดินและเน้นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติ สัตว์ และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์จึงลดปัจจัยการผลิตจากภายนอก มีการพยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติ ในการเพิ่มผลผลิตและพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยงที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาสตร์ สภาพอากาศและวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย(มัทนา อภัยมูล .2006)

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตดัดแปลงทางพันธุกรรม เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญสูงสุดในการปรับปรุงบำรุงดิน โดยเชื่อว่า หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ ย่อมทำให้พืชและสัตว์ที่เจริญเติบโตจากผืนดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย

http://sathai.org/knowledge/05_sa_patern.htm
เกษตรอินทรีย์ คือ การทำการเกษตรที่เลียนแบบธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ หัวใจของการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ดิน กระบวนการปรับปรุงดินที่ตายแล้วคืนสู่ดินมีชีวิต จะไม่มีความยากลำบากใด ๆ เลยต่อเกษตรกรที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนจากเกษตรกรรมอันมืดมน มาสู่เกษตรกรรมที่รุ่งเรือง ก้าวหน้า และมีสุขภาพพลานามัย หรือคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงตามปกติ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง เมื่อดินได้ถูกปรับสภาพแล้ว ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์จะผิดไปจากเกษตรกรรมเคมีโดยสิ้นเชิง คือ รสชาดอร่อย เก็บไว้ได้นาน น้ำหนักดี สีสวย ไร้สารพิษ ปราศจากอันตรายต่อชีวิตผู้ผลิต และผู้บริโภค ผลไม้บางชนิด และหลายชนิด เมื่อดินถูกปรับสภาพจะทำให้ผลผลิตดกตลอดปี เศรษฐกิจดีกว่าเก่า ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชจะลดลง เพราะจุลินทรีย์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานธรรมชาติ ใบอ่อนของพืชจะไม่ถูกทำลาย ใบแก่ที่ขาดภูมิต้านทานธรรมชาติอาจถูกทำลายจากศัตรูพืชบ้างl
(มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน.2006)

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการทำการเกษตรที่คำนึงถึงการรักษาความลากหลายทางชีวภาพในแปลง เพื่อให้มีความหลากหลายของชนิดแมลง และเพื่อรักาและฟื้นฟูสารอาหารในดิน และไม่อนุญาตให้มีการใช้สารเคมีฆ่าแมลง หรือปุ๋ยเคมี ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ เส้นใย ดอกไม้ หรือ ผลิตภัณฑ์แปรรูป หลักการสำคัญการผลิตเกษตรอินทรีย์คือ การวางแผนการเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิต มีการสร้างบัฟเฟอโซนแบ่งกั้นออกจากฟาร์มเคมี เพื่อป้องกันการปนเปื้อน(organic farming research foundation.2006)

เกษตรอินทรีย์ คือ การจัดการระบบนิเวศเพื่อเสริมสร้างความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต วงจรสิ่งมีชีวิต กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดิน หลักการคือการนำเอาวัตถุดิบมาใส่ในไร่นาไม่มาก แต่ให้มีการหมุนเวียนของสารอาหารในที่นา ให้มีความยั่งยืน พอกพูน ของระบบนิเวศ เป้าหมายแรกคือสุขภาพ และกิจกรรมที่ใส่ฝจต่อ ดิน สิ่งแวดล้อม ชุมชน สัตว์ มนุษย์ USDA National Organic Standards Board (NOSB),1997 Dr. Kathleen Delate, 2006

ดร.สมภพ โคตรวงษ์ อุปนายกสมาคมเกษตรอินทรีย์ (ประเทศไทย) สำนักงาน กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กล่าวว่า การเกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทั้งทางดิน ทางน้ำ ทางอากาศ เพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศน์ และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อทางพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิต ภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตสูง อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษ โดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติและสรรพสิ่ง การเดินทางเพื่อการรณรงค์การเกษตรอินทรีย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ประวัติความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย

การประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่งเมืองปี 2504 ทำให้สังคมไทยเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ กระแส "ปฏิวัติเขียว" มาแรงจนทำให้สังคมเกษตรกรรมของไทยเราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำ "เกษตรพอเพียง" ผลิตเพื่อการยังชีพมาสู่การผลิต "เพื่อการค้า" เป็นหลัก ตามนโยบายของรัฐบาล ผลที่ตามมาก็คือ เกษตรกรเริ่มใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช นับตั้งแต่ปี 2512 เรื่อยมา รวมถึงมีการนำเข้าสารเคมีเพื่อการเกษตรตัวอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายก็เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพดีพอต่อการ "ส่งขาย"มีการสร้างระบบชลประทานและเขื่อนขนาดใหญ่ ใช้เครื่องจักรกลทางเกษตรขนาดใหญ่ และเปลี่ยนจากการทำการเกษตรผสมผสาน มาสู่การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่รับประกันด้านปริมาณผลผลิต ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายในการ "ค้าขาย" อีกเช่นกัน (มูลนิธิชุมชนไท.2004)

พร้อมกับมีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้แก่ การใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินในการที่จะเร่งอัตราการเจริญเติบและผลผลิตของพืชซึ่งผลิตเป็นจำนวนมาก การใช้สารเคมีควบคุมและกำจัดวัชพืช การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลง และศัตรูพืช ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วมีการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตรในปริมาณสูงมาก ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศเป็นส่วนใหญ่ และนอกจากนี้ส่วนที่เหลืออีก 25 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในรูปของสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร(วรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์ . 2545)

1. การเพิ่มผลผลิตด้วยการปลูกพืชพันธุ์ผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งโดยทั่วไปพืชพันธุ์ลักษณะนี้ไม่มีความต้านทานต่อโรคและแมลง เช่น พันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิม การมุ่งเน้นการผลิตที่ผลิตพืชเดี่ยวเป็นหลัก (Monoculture) มากกว่าผลิตพืชหลายชนิด หรือชนิดเดียวกัน แต่หลายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน (Mixed of Varieties and Crops) และเป็นเพราะความต้านทานโรคและแมลงของพืชใหม่ หรือพืชพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่นน้อยกว่าพืชพันธุ์ดั้งเดิม เป็นเหตุผลหนึ่งที่นำมาซึ่งความจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อรักษาผลผลิตไม่ให้เสียหาย

2. สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการใช้น้อยลงในประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นเพราะประชาชนเขามีความรู้ซึ้งถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากพิษภัยของสารเคมี จึงผลักดันให้ประเทศโลกที่สามเป็นประเทศผู้ผลิต เพื่อส่งขายให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นเพราะการเพิ่มการปลูกพืชผักและผลไม้ เพื่อส่งขายให้ได้มากขึ้นและมีราคาดี ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคพืช ผัก ผลไม้ ที่สวยงาม ไม่มีร่องรอยการทำลายของโรคและแมลง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

3. เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศโลกที่สามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการผลิตและพันธุ์พืชจากการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) มีการปลูกพืชเดี่ยว (Monoculture) การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และมีการเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องตลอดปี มีการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชจนเกินกว่าที่ธรรมชาติจะควบคุมกันเองได้

เทคโนโลยีชาวบ้าน ศักดา ศรีนิเวศน์ เกษตรยั่งยืนโลกกับสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช (2) 1กพ 45 ปีที่ 14 ฉ.280 น.37

ความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ

Sir Albert Howard ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการทำเกษตรอินทรีย์สมัยใหม่ เขาได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เอาไว้ว่าในช่วงปี 1930-1940 ก็ยังได้รับการยอมรับให้เป็นตำราของการทำเกษตรอินทรีย์ในยุคปัจจุบัน เขาชื่อว่าปัจจัยสำคัญของการทำการเกษตรคือสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน เซอร์อัลเบิรต โฮวาร์ต ได้เสนอผลงานชื่อ (An Agricultural Testament) มีการพุ่งประเด็นไปที่ธรรมชาติและการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยหมัก ในยุคพัฒนา อุตสาหกรรมเคมีเกษตร ได้เริ่มปนเปื้อนอาหาร ได้มีการสนับสนุนให้ใช้กระบวนการทางธรรมชาติมาทดแทนวัตถุดิบทางเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นได้ศึกษาจากระบบเกษตรกรรมแบบพื้นเมืองของประเทศทางตะวันออก ได้แก่ ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งมีหลักการของเกษตรอินทรีย์โดยสรุปกล่าวคือ สุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนพื้นโลก สุขภาพที่ดีมีความเกี่ยวข้องกับ ดิน พืช สัตว์ และมนุษย์ ซึ่งจะเชื่อมโยงประสานซึ่งกันและกัน ความอ่อนแอและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับดินจะมีผลกระทบตามมาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ปัญหาการระบาดของโรคและแมลงที่มีต่อพืชและสัตว์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งสุขภาพที่ไม่ดีของพืข สัตว์ และมนุษย์เกิดขึ้นจากดินมีปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาของดินโดยการใช้สารเคมีนั้นไม่อาจทำให้พัฒนาคุณภาพของดินได้ หากละเลยการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงนำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนการพัฒนา แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือใช้กลับคือสู่ดินผสมผสานกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ และไม่กระทำการใดๆ ที่จะเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแปรสภาพแร่ธาตุให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อไป( Dag Falck, 2005)

Rudolf Steiner ชาวเยอรมัน ได้แต่งหนังสือชื่อ Spiritual Foundations for the Renewal of Agriculture, published in 1924 เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับ พลวัตรชีวภาพ of biodynamic agriculture

การเกษตรแบบชีวพลวัตร คือการพัฒนาระบบฟาร์มอินทรีย์โดยเน้นไปที่คุณภาพของผลผลิตและสภาพของดินมีการสำรวจจากเกษตรกรพบว่าดินกำลังเสื่อมสลบายเนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมี อันจะส่งผลต่อผลผลิตและพืชพันธ์ที่ปลูกเอาไว้ คุณภาพของผลผลิตที่แย่ลงมีผลมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีฆ่าแมลง รวมถึงจิญวิญญาณของเกาตรกรที่เปลี่ยนไป ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ สิ่งที่ตายกับสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน

biodynamic agricultureเกษตรชีวพลวัตร จึงเป็นระบบการทำฟาร์มแบบนิเวศที่พัฒนาต่อมาจากเกษตรแบบเคมี

หลักการ คือ จินตนาการว่าฟาร์มเปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิต ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง จึงสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ ความเจ็บป่วย จะส่งผลต่อทั้งร่างกาย เน้นที่. การหมุนเวียนแร่ธาตุความยั่งยืนของดิน ความมีสุขภาพและอยู่ดีกินดีของพืชและสัตว์โดยทุกสิ่งเป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งตัวเกษตรกร (Hilmar Moore .1997)

เป็นการทำการเกษตรที่ต้องสร้างความสมดุลของระบบนิเวศน์โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติโดยที่ไม่พยายามจะแทรกแซงในสิ่งที่ธรรมชาติทำเองได้ เช่น ให้ความสำคัญสูงสุดต่อดิน เพราะถือว่าดินเป็นพื้นฐานของความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์รวมถึงมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนผืนดินนั้น โดยทำการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนในช่วงจังหวะเวลาที่ถูกต้อง(ณรงค์ คงมากและคณะ. 2535)

» หลักการสำคัญของเกษตรอินทรีย์

หลักการเกษตรอินทรีย์ : เกษตรแห่งวิถีธรรมชาติ

1.การหมุนเวียนของธาตุอาหาร

เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญกับการป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารที่เกิดจากระบบการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งธาตุอาหารจากภายนอกฟาร์มที่มากเกินไป ตัวอย่างของการหมุนเวียนธาตุอาหารในแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญคือ การใช้ปุ๋ยหมัก, การคลุมดินด้วยอินทรีย์วัตถุ, การปลูกพืชเป็นปุ๋ยพืชสด และการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น

2.ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดิน