2006/Oct/27

ความหมายการส่งเสริมการเกษตร

จุดแรกเริ่มการส่งเสริมหรือการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืนนั้น เกดิจากการทำงานร่วมกันของชาวบ้านกับองค์กรพัฒนาเอกชน ในระยะ แรกๆ ซึ่งในขณะนั้น ประมาณ ปี 2527-2528 สังคมไทยยังไม่เชื่อมั่นเรื่องเกษตรยั่งยืน ว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นจริงได้ ดังนั้นใน เรื่องนี้เองที่ทำให้เราไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากทาง หน่วยงาน ทางราชการเลย เพราะว่าหน่วยงานราชการไม่เชื่อมั่นตาม แนว คิดเกษตรยั่งยืน เราจึงต้องพึ่งตัวเองเป็นอย่างมาก ในการต่อสู้เพื่อแนวคิดนี้ แต่ครั้งหนึ่งเราเองก็เคย พัฒนา การเกษตร ตามแนวทาง ของรัฐมาแล้วเช่นกัน จนเราเชื่อว่า การพัฒนาตามแนวทางของรัฐนั้น ไม่น่าจะนำพาเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืนได้ นี่คือบทสรุปที่ทำ งาน ร่วม กับ ภาครัฐมาระยะหนึ่ง ก็เริ่มคิดว่าตนเองไม่เชื่อแนวทางนี้แล้ว จึงมาสู่แนวคิดเกษตรทางเลือก ซึ่งมาจากการได้ไปพบเกษตร กร บางคนที่เขาสามารถอยู่ได้ ท่ามกลางกระแส การล้มละลายของเกษตรกรไทย แต่กลับมีเกษตรกรบางรายสามารถยืนอยู่ได้อย่างเพียงพอ

ยั่งยืนและมีพอกิน พอใช้ เราจึงเข้าไปศึกษาซึ่งก็พบว่า เกษตรกรรายนี้มีการ ปลูกพืชอย่างหลากหลาย เพื่อสนองตอบต่อการบริโภคของตนเองเป็นหลัก มากกว่าเพื่อการพาณิชย์ ส่วนหลักการจัดการที่เราศึกษาพบเพิ่มอีกก็คือ เกษตรกรเหล่านี้มีการ จัดการที่หลากหลาย และพึ่งตนเอง เป็นหลัก เช่น พันธุกรรมก็เน้นพันธุกรรมพื้นบ้าน เน้นพืชที่ตนเองหรือชุมชนต้องกินต้องใช้เป็นหลัก เป็นต้น

และสิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจน นั่นก็คือความอุดมสมบูรณ์ของเขาค่อนข้างมีมาก เนื่องจากการเกษตรของเขานั้น แทบไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องต้นทุนเลย เขาใช้สติปัญญาที่สะสม เป็นองค์ความรู้ในการจัดการและพัฒนากระบวนการผลิตของเขาให้สามารถตอบสนอง ความต้องการของเขาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การส่งเสริมการเกษตร คือ กระบวนการทางการศึกษาที่มุ่งพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และทักษะเกี่ยวกับการเกษตร และเคหกิจของเกษตรกร แม่บ้านเกษตรกรและเยาวชนเกษตร เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิต อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และยกระดับความเป็นอยู่ของตนเอง ครอบครัวและชุมชนให้ดีขึ้น (ผศ.ดร.ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2538)

Mosher (1978)อ้างใน ผศ.ดร.วรทัศน์ อินทรัคคัมพร ม.ป.ป. เป็นการทำงานับชาวชนบท โดยผ่านวิธีการศึกษานอกโรงรียน อย่างไกล้ชิดและเป็นกันเอง เพื่อปรับปรุงระดับความเป็นอยู่ของชาวชนบท และสวัสดิภาพของครอบครัวชาวชนบท

ดิเรก ฤกษ์หร่าย (2524)อ้างใน ผศ.ดร.วรทัศน์ อินทรัคคัมพร ม.ป.ป. กระบวนการให้การศึกานอกโรงเรียน ซึ่งรวมถึงการให้บริการส่วนบุคคลเป้าหมายและครอบครัว โดยให้บุคคลเป้าหมายเหล่านี้เรียนรุ้ด้วยการกระทำของตัวเอง เพื่อให้บรรลุถึงความกินดีอยุ่ดีของคนในชุมชนโดยส่วนรวม ทังนี้โดยมีพื้นฐานอยู่บนการพัฒนาของคนในชุมชน

บุญสม วราเอกศิริ (2535) อ้างใน ผศ.ดร.วรทัศน์ อินทรัคคัมพร ม.ป.ป. กระบวนการให้การศึกษานอกโรงเรียน แก่บุคคลเป้าหมาย อ เกษตรกร และครอบครัวเกษตรกร โดยเน้นการปฏิบัติจริง และเน้นถึงการช่วยเหลือให้เกษตรกรช่วยเหลือตนเอง เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งทางด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคม

บุญธรรม จิตต์อนันต์ (2536) (อ้างถึงใน ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2548)ให้ความหมายการส่งเสริมการเกษตรว่า หมายถึง การนำความรู้ วิธีการ และเทคนิคใหม่ๆ ทางการเกษตรไปแนะนำเผยแพร่ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แล้วติดตามให้คำแนะนำช่วยเหลือจนบังเกิดผลสำเร็จขณะเดียวกันก็นำเอาปัญหาต่างๆ ทางการเกษตรมาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไข

ทำนอง สิงคาลวณิช (2518) (อ้างถึงใน ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2548)ให้ความหมายของการส่งเสริมการเกษตรว่า คือการถ่ายทอด หรือเผยแพร่ บริการความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยวกับการเกษตรแก่เกษตรกร ตลอดจนให้คำปรึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเข้าใจในปัญหาต่างๆให้เกษตรกรนำไปคิด ตัดสินใจ และปฏิบัติตามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วิจิตร อาวะกุล (2535) (อ้างถึงใน ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2548)ได้สรุปว่า การส่งเสริมการเกษตรเป็นการให้การศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งจะต้องประกอบด้วยกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุดและกิจกรรมแต่ละประเภทแต่ละระดับ จะต้องจัดให้มีความสัมพันธ์ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ความสำคัญของการส่งเสริมการเกษตร( ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2548)

1. การส่งเสริมการเกษตร เป็นการให้การศึกษาที่มุ่งเน้นในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การเกษตร พร้อมทั้งมีการอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยการผลิตอย่างฉลาด ที่สอดคล้องกับสภาวะและความต้องการของตลาด การอุตสาหกรรม อันจะเป็นการสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงประเทศ

2. การส่งเสริมการเกษตร เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เป็น ชาวไร่ ชาวนาผู้เลี้ยงปศุสัตว์และประมง ยุวเกษตรกร และแม่บ้านเกษตรกร ที่ทำการผลิตโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ทั้งในชุมชน ท้องถิ่นชนบท ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืนในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ เป็นการปรับปรุงของสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนและของประเทศให้ดีขึ้น

3. การส่งเสริมการเกษตรที่มีคุณภาพ จะช่วยปรับปรุงและเสริมสร้างประสิทธิภาพ และสมรรถภาพของเกษตรกรในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพ การส่งเสริมที่ดีสามารถช่วยให้เกษตรกรเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ เพิ่มทักษะสมรรถภาพ และความสามารถและประสิทธิภาพในการผลิตของเกษตรกร เป็นการสร้างแรงเสริม กระตุ้นเตือนให้เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวตลอดไป

Freire 1973 อ้างใน ผศ.ดร.วรทัศน์ อินทรัคคัมพร ม.ป.ป. สรุปว่า

1.การส่งเสริมการเกษตรเป็นเสมือนมือที่คอยหยิบยื่นความรู้ เทคนิควิทยาการอันเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพเกษตรกร เป็นความพยายามของสถาบันวิชาการที่ช่วยเหลือเกษตรกร

2.เสมือนสื่อกลางระหว่างปัญหาของเกษตรกรกับวิทยาการใหม่ๆ กับสถาบัน มีการนำปัญหาไปวิจัยเพื่อหาผลมาช่วยเกษตรกร

3.เปลี่ยนโลกทัศน์ของประชาชนเกี่ยวกับความลำบาก โดยวิธีนี้เท่านั้นที่การพัฒนาแบบถาวรจะเกิดขึ้น การพัฒนากายภาพและเศรษฐกิจจะไร้ค่าหากขาดการพัฒนาคน หรือประชากรเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ต้องไม่บังคับจิตใจ หรือยัดเยียดนโยบายรัฐบาลให้แก่ประชาชน ต้องทำงานร่วมกับประชาชน ค้นหาปัญหาของประชาชน กระตุ้นประชาชนให้มีโอกาสและหาโอกาสสอนประชาช

4.เป็นระบบการศึกษานอกรงเรียนในชนบท เจ้าหน้าที่เหมือนครุ คอยสั่งสอนเพิ่มความรุ้ อย่างสม่ำเสมอ พัฒนาจิตใจและโลกทัศน์ เพื่อให้มีการนำักษะที่มีไปใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกร

5.การส่งเสริมเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลก การเน้นกิจกรรมที่ให้ชาวนาเป็นวัตถุสิ่งของ หรือ วัตถุในการพัฒนา ซึ่งฏิเสธที่จะให้ชาวนาเปลี่ยนแปลงโลก แนวคิดเช่นนี้ทำให้ชาวนาไม่ได้รับการเรียนรู้ แต่ถูกยัดเยียดเหมือนเป็นภาชนะรองรับหรือเป็นผู้รองรับการโฆษนาชวนเชื่อจากวัฒนธรรมที่แปลกแยก ที่คิดว่าเป็นสิ่งทันสมัย

หลักการส่งเสริมการเกษตร(เจริญ สุขนันตพงษ์. 2534)อ้ อ้างใน ผศ.ดร.วรทัศน์ อินทรัคคัมพร ม.ป.ป.

ได้กล่าวถึงกลักการของงานส่งเสริมการเกษตร

1.ควรชี้นำให้บุคคลเป้าหมายช่วยตัวเองในการสอน อย่ารอให้คนอื่นมาช่วย ให้มีอิสระในการตัดสินใจ และภูมิใจในผลงานของตนเอง

2.เกษตรต้องมารับการถ่ายทอดความรู้ด้วยความสมัครใจ เพื่อที่กลุ่มเกษตรกรจะได้ช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ

3.ให้เกษตรกรผู้ที่เราส่งเสริม ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อความมั่นใจในวิธีการส่งเสริมและนำไปปฏิบัติด้วยตนเองเอย่างถูกต้อง

4.ความรู้ที่นำมาสอนจะต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

5.ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่หาได้ง่าย มาใช้เป็นตัวอย่างในการสาธิต

6.มีการติดตามผลการถ่ายทอดความรู้ เพื่อกระตุ้นให้พฤติกรรมยังคงอยู่ ให้เกษตรกรยังคงปฏิบัติสืบต่อไปให้นานที่สุด จนกลายเป็นความเคยชิน

7.ให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อความเข้มแข็ง

8.กิจกรรมที่นำมาถ่ายทอดนั้น จะต้องมีความผสมผสาน

9.คำนึงถึงศรัทธา ความเชื่อ ประเพณี ของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ถ้าความรู้นั้นขัดกับหลักประเพณีดั้งเดิมของชุมชน เกษตรกรจะไม่ยอมรับ

องค์ประกอบของกระบวนการส่งเสริมการเกษตร

ดุษฎี ณ ลำปาง (2543) (อ้างถึงใน ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2548)

ระบุว่ากระบวนการของการส่งเสริมการเกษตร มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ คือ

1) ความรู้และทักษะ ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะมีความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และระบบการทำฟาร์มของเกษตรกรเองแล้วก็ตาม การส่งเสริมการเกษตรยังสามารถนำความรู้และข้อมูลอื่นๆ ที่เกษตรกรยังขาดไปเพิ่มเติมให้ได้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างความชำนาญให้เกษตรกรเป็นกิจกรรมที่สำคัญ เพราะฉะนั้นนักส่งเสริมจะต้องศึกษาว่าความรู้และทักษะใดที่เกษตรกรยังขาดและจะต้องศึกษาถึงรูปแบบวิธีการถ่ายทอดที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถรับเอาความรู้และทักษะนั้นๆ ไปปฏิบัติได้

2) คำแนะนำและข้อมูลข่าวสาร การส่งเสริมการเกษตรเป็นการให้คำแนะนำด้านเทคนิคและข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้ในการตัดสินใจและนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งคำแนะนำทางด้านเทคนิคการผลิตนั้นได้มาจากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกษตร และนอกจากนั้นแล้วตัวเกษตรกรก็อาจเป็นแหล่งที่จะให้คำแนะนำและข้อมูลข่าวสารแก่เกษตรกรรายอื่นๆ ด้วย

3) องค์กรเกษตรกร นักส่งเสริมควรให้ความช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรในการจัดตั้งองค์กรที่จะสามารถเป็นศูนย์กลางในการติดต่อเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกัน ในอนาคตองค์กรเกษตรกรในท้องถิ่นจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารได้

4) การกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่น ข้อจำกัดในการพัฒนาการเกษตรก็คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐเท่าที่ควร ทำให้เขามีความรู้สึกว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีขึ้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก

รูปแบบของวิธีการส่งเสริมการเกษตร(ผศ.ดร.ชัยชาญ วงศ์สามัญ.2538)

การส่งเสริมการเกษตรแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ ๆ ได้แก่ แบบรายบุคคล (individual methods) แบบกลุ่ม (group methods) และแบบมวลชน (mass methods) ซึ่งรายละเอียดของแต่ละรูปแบบ มีดังนี้

2.1 วิธีการส่งเสริมแบบรายบุคคล (Individual Methods) เป็นการส่งเสริมแบบ ตัวต่อตัว (face-to-face) ระหว่างนักส่งเสริมกับเกษตรกร เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ เพราะเกษตรกร และนักส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างของวิธีการส่งเส