2006/Oct/27

กลยุทธ์การส่งเสริมเครือข่ายเกษตรอินทรีย์

บทที่1

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

การเกษตร คือ การผลิตอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์โดยอิงธรรมชาติเป็นสำคัญ อันได้แก่ การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เป็นอาทิ นับเป็นการผลิตที่จำเป็นต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างยิ่งยวดเพราะถึงแม้มนุษยชาติจะมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงชีวิตได้ด้วยวิธีอื่น นอกจากด้วยการผลิตทางการเกษตรเท่านั้น(บุญชู โรจนเสถียร และคณะ ,2543)

มีการคาดการณ์ว่า จำนวนประชากรของโลกจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 8 พันล้านคน ในปี ค.ศ. 2030 แต่ในปัจจุบันนี้ โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับคนเพียง 2 พันล้านคน การจะช่วยเหลือประชากรโลกที่อดอยากที่เหลือ จำเป็นจะต้องใช้การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยเหลือ

FAO แถลงการณ์ว่า ในอนาคตอันไกล้ โลกจะประสบปัญหาในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากร โดยในปี ค.ศ. 2030 ผลผลิตจากไร่นาของประเทศที่กำลังพัฒนาแล้วจะเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์ จากปี 1995-97 จากประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้จะมาจากไร่นาที่มีการทำการเกษตรมาแต่ดั้งเดิม ส่วนผลิตที่เหลือจะมาจากการบุกเบิกพื้นที่การเกษตรใหม่

คาดว่าจะมีการบุกเบิกพื้นที่ทางการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับพื้นที่ 120 ล้าน เฮคเตอร์ ส่วนใหญ่ในอเมรกาใต้ และ รอบๆทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา การชลประทานจะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในประเทศกำลังพัฒนา แต่ถ้าการจัดการน้ำไม่ดี จะพบปัญหาน้ำขาดแคลน และปัญหาน้ำเค็ม(FAO , 2002)

ผลพวงจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรโลก สิ่งที่ตามมาคือปัญหาขาดแคลนอาหารซึ่งคาดการณ์ว่าประชากรโลกราว 800 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ต้องประสบกับความอดอยากหิวโหย ร่างกายอ่อนแอเนื่องจากขาดสารอาหาร โดยในประเทศจีนมีจำนวนผู้อดอยากราว 164 ล้านคน อินเดีย 204 ล้านคน ประเทศแถบทะเลทรายซาฮารา 180 ล้านคน ประเทศในเอเชียอื่นๆและแปซิฟิก 157 ล้านคน

วิกฤติขาดแคลนอาหารของโลกเช่นนี้ทำให้มีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการเกษตรให้เจริญก้าวหน้า เพื่อผลิตอาหารมาเพิ่มขึ้นให้พอเพียงความต้องการของพลโลก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวทั่วโลกจะต้องปลูกข้าวเพิ่มขึ้นอีกราวร้อยละ 40 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน แต่เนื่องจากพื้นที่เพาะปลุกที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจจะขยายออกไปได้อีกราว 1 ใน 5 ของพื้นที่ที่มีอยู่เดิม การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยกรรมวิธีที่พัฒนาขึ้นใหม่จึงจำเป็น คาดว่าในปี พ.ศ. 258 ประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นผู้ผลิตข้าวและธัญพืชอื่นๆถึงร้อยละ 59 และผลิตเนื้อสัตว์ได้ร้อยละ 61 ของผลผลิตรวมทั้งโลก ซึ่งหมายถึงว่าในอนาคตประเทศกำลังพัฒนาจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อดอยากทั่วโลก(บุญชู โรจนเสถียร และคณะ , 2543)

ข้าว เป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกกว่า 4,000 ล้านคน ประเทศไทยผลิตข้าวปีหนึ่งๆ ได้ประมาณ 25 ล้านตัน ต่อปี ส่งออกมากกว่า 6 ล้านตัน ต่อปี และคนไทยบริโภคข้าวถึง 150-300 กิโลกรัมต่อคนต่อปี(พรรณพิชญา สุขเสวี , 2547) การส่งเสริมการเกษตรที่มุ่งเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิตแนวใหม่ต่างๆ ให้ถึงเกษตรกรได้รวดเร็ว และกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เนื่องจากมีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากในประเทศ กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี จึงต้องปรับให้ง่าย เพื่อให้เกษตรกรยอมรับวิธีการผลิตและปัจจัยการผลิตให้รวดเร็วที่สุด แผนงานส่งเสริมการเกษตรจัดทำที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นแผนจัดหาปัจจัยการผลิตและนำไปให้เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในโครงการต่างเปลี่ยนแปลง ยอมรับปัจจัยการผลิตต่างๆ แต่มีปัญหาอื่นๆ ตามมาหลายด้าน เช่น การวางแผนจากส่วนกลาง ไม่สามารถนำข้อมูลความหลากหลายของระบบนิเวศการเกษตรในแต่ละท้องถิ่นมาประกอบการตัดสินใจ การจัดทำแผนการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชอยู่ร่วมในชุดปัจจัยการผลิต ซึ่งต่อมาได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศนาข้าวอย่างรุนแรง เกิดการระบาดของศัตรูพืช ศัตรูพืชต้านทานสารเคมี เป็นต้น สารกำจัดศัตรูพืชที่จัดหาให้เกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลผลิต แต่กลับส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร และเป็นต้นเหตุการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำ อาหาร และที่อยู่อาศัยของเกษตรกร (ศักดา ศรีนิเวศน์ , 2547 )

ปัจจุบันโลกได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของอาหาร โดยเน้นเรื่องสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ คนส่วนใหญ่ได้เริ่มหันมาบริโภคข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตข้าวอินทรีย์ของไทยยังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากเกษตรกรยังคงพึ่งปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตและเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ผลที่ตามมาทำให้ต้นข้าวอ่อนแอ ไม่สามารถต้านทานต่อโรคและแมลงที่เข้าทำลายได้ ทีนี้ต้องหันมาพึ่งสารเคมีเพื่อป้องกันกำจัดอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรเองและระบบนิเวศน์อย่างรุนแรง ดินเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเป็นค่าสารเคมี สุดท้ายเกษตรกรต้องเป็นหนี้อย่างดิ้นไม่หลุด

นายธีระ วงษ์เจริญ( อ้างถึงใน พรรณพิชญา สุขเสวี , 2547) ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง บอกว่า การแก้ปัญหาของเกษตรกรที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ หันมาผลิตข้าวอินทรีย์โดยไม่ใช้สารเคมีอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโต หรือในการป้องกันกำจัดโรคและแมลง หรือแม้แต่การใช้วิธีการรมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ แต่จะเน้นการผลิตด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ ด้วยการทำนาไร้สารพิษโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โดยทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูกจะเน้นความบริสุทธิ์ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างในดิน จนกระทั่งการเก็บรักษาผลผลิต การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐาน ขายได้ราคาสูง ลดต้นทุน และปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนให้กลับคืนสู่สภาพเดิมที่สมบูรณ์อีกครั้ง(พรรณพิชญา สุขเสวี ,2547)

วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมต่างๆส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการเกษตรกรรมแบบอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ทำลายธรรมชาติที่สมบูรณ์ในพื้นดิน(สุมล ว่องวงศ์ศรี , 2533)การใช้ปุ๋ยเคมีจำนวน ยิ่งจะเป็นตัวเร่งการกระจายตัวของ การปนเปื้อนธาตุไนเตรตในแหล่งน้ำ ทำให้แอมโมเนียมีความเข้มข้นสูงในระบบนิเวศน์ ในอนาคตจำเป็นจะต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้ง พืช สัตว์ ดิน น้ำ ไปพร้อมๆกัน อย่างเป็นพลวัต เพื่อที่จะหาจุดที่สมดุลที่สุดระหว่างพืชและสัตว์หลากหลายสายพันธ์ โดยใช้กลยุทธ์การควบคุมแมลง โดยใช้แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน การควบคุมทางเขตกรรม การใช้เชื้อจุลินทรีย์ การใช้ พืชสายพันธ์ต้านทาน การปลูกพืชหมุนเวียนเอเพิ่มสารอินทรีย์ในดิน เร่งกระบวนการย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ในไร่นาโดยเชื้อจุลินทรีย์ ลดการไถพรวน ใช้ฟางคลุมดิน เพื่อปรับโครงสร้างดิน ป้องกันการชะล้างหน้าดิน และรักษาความชื้นในดิน(FAO 2002)

ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อใช้เปรียบเทียบภายใต้การดำเนินงานของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์สากล (International Federation Organic Agriculture Movement = IFOAM) และได้จัดทำมาตรฐานขึ้นในปี 2532 (ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร , 2544)เป็นเวลา 20 ปีผ่านมาแล้วที่เทคโนโลยีการตรวจสอบผลผลิตทางการเกษตรได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว เกษตรกรที่ผลิตเพื่อที่จะส่งออกไม่เพียงจะต้องผลิตให้ได้มากเท่านั้น แต่ยังจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก(WTO) ผู้ส่งออกที่สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับได้จะได้รับโอกาสในการขยายตลาดและยังได้ราคาสินค้าสูงกว่าปกติอีกด้วย เมื่อกล่าวถึงมาตรฐานของสินค้า ทุกคนมักจะนึกถึงมาตรฐานแบบเดียวกัน เช่น กระบวนการผลิตที่เหมือนกัน หรือ คุณสมบัติของสินค้าที่มีความเฉพาะ แต่ยังรวมถึงกระบวนการทางจริยธรรมด้วย กระบวนการผลิตจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย กระบวนการตรวจสอบคุณภาพและติดฉลากรับรองคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่สิ้นเปลืองมากเกหินไป โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากจากหลายแหล่งผลิตและส่งไปขายในหลายๆประเทศ เพื่อแก้ปัญหานี้จึงมีการตั้งระบบการตรวจสอบที่เป็นสากลทั่วโลก ในปี 2003 โดย IFOAM ,FAO และ UNCTAD องค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่ประสานงานตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับนานาชาติ(Cora Denkers ,2003) หน่วยงานเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้ความรู้ทางด้านเกษตรอินทรีย์ ศึกษา ค้นคว้าพัฒนากลยุทธ์ในการจัดการทรัพยากรในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เพิ่มความสามารถในการใช้แร่ธาตุ อนุรักษ์และเพิ่มธาตุอาหารในดิน ( Mr. Ulrich Köepke , 1998 )

หลายเหตุผลที่ทำให้คนมองว่า "เกษตรอินทรีย์" และภูมิปัญญาชาวบ้านทำให้เกิดความยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาการใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญในทางการเกษตรทำให้เกิดการลงทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาผลผลิตในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนและมีผลให้เกษตรขาดทุนและมีหนี้สินท่วมหัว "เกษตรอินทรีย์" จึงไม่ได้เป็นเพียงทางออกที่นำไปสู่การลดต้นทุน ในด้านมูลค่าเพิ่มที่ได้จากราคาผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ทำให้รายได้เกษตรกรสูงขึ้นเช่นกัน(ประชาชาติธุรกิจ หนังสือพิมพ์ , 2548)

ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้สั่งห้ามใช้สารเคมี ดีดีที ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแล้ว
ในปัจจุบัน มีสารเคมีการเกษตรที่เกษตรกรไทยนิยมใช้มากมาย เป็นจำนวนนับร้อยชนิด ในจำนวนสารเคมีที่ใช้อยู่นี้มีอยู่ไม่น้อยกว่า 8 ชนิด ที่ได้มีการศึกษาทดลอง พบว่า ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อโครงสร้างของทารกในครรภ์ของสัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ ซึ่งส่งผลให้เกิดความพิการต่างๆ ของทารกที่กำเนิดขึ้น รวมทั้งการสับสนทางเพศด้วย สารเคมีเหล่านี้ ได้แก่ เอ็นโดซัลแฟน (endosulfan) ทู,โฟร์-ดี (2, 4-D) อะบาเม็กติน (abamectin) เบ็นทาซอน (bentazon) มาเน็บ (maneb) ไดคลอร์พรอป (dichlorprop) และไนโตรเฟน (nitrofen)(ศักดา ศรีนิเวศน์ , 2547)กระทรวงสาธารณสุข ปี 2538 พบว่าเกษตรกรที่เขัารับการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากการได้รับสารเคมีเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวน 18 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2540 กองระบาดวิทยารายงานพบว่า มีผู้ป่วยจากการได้รับพิษสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำนวน 2,844 คน และเสียชีวิต 29 คน โดยจังหวัดซึ่งมีพื้นที่ที่มีสถิติผู้ป่วยจากการได้รับสารพิษดังกล่าวสูงสุด 10 อันดับแรกได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร นครปฐม นครราชสีมา สุพรรณบุรี เลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเชียงใหม่ ส่วนผลของสารเคมีที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของสภาพแวดล้อมนั้น พบว่ามีสารพิษตกค้างในดินและน้ำ 100 และ 98 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ สารเคมีที่ตรวจพบในดินและน้ำได้แก่ ไดโคโฟล (สารกำจัดไร) เบนซินเฮกซาคลอไรด์และเฮปตาคลอรีน (สารกำจัดแมลงในกลุ่มออร์แกนโนคลอรีน) และสารดีดีที

ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรโดยส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่อการบริโภคของเกษตรกรเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ในทำนองเดียวกันสารพิษสำหรับกำจัดแมลงได้ตรวจพบในพืชผักด้วยพบว่ามีการสะสมของสารพิษเกินมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเช่นกัน ส่วนทางด้านผลผลิตการเกษตรส่งออกนั้น กรมวิชาการเกษตรรายงานพบว่ามีสารพิษตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในสินค้าการเกษตรส่งออกประเภทผักและผลไม้ปนเปื้อนสารพิษดังกล่าวอยู่ถึง 23 เปอร์เซ็นต์(วรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์ ,)

ปลายปี 2547 นายกฯ ทักษิณก็ประกาศให้ เกษตรอินทรีย์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าหมาย 4 ปี (2549-2552) ไว้ว่า จะลดการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีทางการเกษตรในประเทศลง 50% วางพื้นที่ที่จะให้มีการปรับใช้สารอินทรีย์ตามธรรมชาติทดแทนสารเคมีไว้ 85 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ตั้งใจให้เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ล้วนๆ (ไม่ข้องเกี่ยวกับสารเคมีเลย) 1 ล้านไร่ โดยในปี 2549นี้วางเป้าหมายไว้ 200,000ไร่ แผนงานนี้จะครอบคลุมเกษตรกรจำนวน 4.25 ล้านราย และจะทำให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 20% พร้อมกับการทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 100% ท้ายที่สุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในวาระแห่งชาตินี้เมื่อ 4 มกราคม 2548 งบประมาณที่ทุ่มไปในการนี้ทั้งหมด 1,215.97 ล้านบาท แบ่งการดำเนินงานเป็นการประชาสัมพันธ์ การวิจัยพัฒนา การสร้างเครือข่ายแกนนำเกษตรกร การจัดฝึกอบรม การสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (ประชาไทย หนังสือพิมพ์ , 2006 )

จากนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศ "เกษตรอินทรีย์" เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งสนองนโยบายกันอย่างเต็มที่ เพราะต้องยอมรับว่า ในช่วง 4-5 ปีมานี้ เกษตรอินทรีย์เริ่มเข้ามามีบทบาทในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าต่างตื่นตัวและตระหนักถึงผลเสียของสารเคมีที่สะสมในอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องรับเข้าสู่ร่างกายจนกัดกร่อนชีวิตให้สั้นลงทุกวันๆ ไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญระดับต้นๆ ของโลก จึงต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดในต่างประเทศ ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย และสุขอนามัยอาหารมากขึ้น โดยในปี 2547 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยประกาศให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยด้านอาหาร (ฟู้ด เซฟตี้ เยียร์) ถือเป็นการสร้างกระแสให้เกษตรอินทรีย์เริ่มเป็นที่สนใจของภาคเกษตร เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับผลผลิตของตัวเอง (คม-ชัด-ลึก หนังสือพิมพ์ , 2005 )

ศรีสะเกษเป็นแหล่งผลิตผลไม้ได้แก่ทางด้านทิศใต้ของจังหวัด คือ อำเภอกันทรลักษ์ และ อำเภอขุนหาญ และอำเภอไกล้เคียงทั้งหมด มีสภาพดินดี สมบูรณ์ ไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ สามารถผลิตผลไม้ออกสู่ตลาดมาเป็นเวลบานานหลายสิบปี พื้นที่ทางด้านเหนือของจังหวัดเป็นพื้นที่ดินค่อนค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนกับพื้นที่ด้านทิศใต้ แต่สภาพดินเหมาะกับการปลูกหอมกระเทียม มีผลผลิตเป้นที่ยอมรับไปทั่วประเทศ แต่ไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำ จึงต้องอาศัยแหล่งกักเก็บน้ำ เช่น ฦายราศีไศลและฝายหัวนา จึงทำให้ศรีสะเกษมีศักยภาพ 2 ลักษณะ 2 พื้นที่ คือ พื้นที่อู่ข้าว อู่น้ำในด้านเหนือ และพื้นที่ผลิตผลไม้ในด้านใต้ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการส่งเสริมทางการเกษตรที่มีประสิทิภาพ ทั้งด้านการผลิต การจัดการ การตลาด การบรรจุผลิตภัณฑ์ (อารตี คุโรปการนันท์ , 2544 )

วัตถุประสงค์การวิจัย

การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

1.เพื่อศึกษาสภาพสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร

2.เพื่อศึกษาการประกอบอาชีพของเกษตรกร

3.เพื่อศึกษากลยุทธ์การส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์

4.เพื่อศึกษาผลการทำการเกษตรอินทรีย์

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยเรื่องนี้กำหนดขอบเขตการวิจัยด้านสถานที่ ระบบการเกษตร และเนื้อหาดังนี้

1.ศึกษาในขอบเขตการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งประกอบด้วย 20 อำเภอ และ 2 กิ่งอำเภอ

2.ระบบการเกษตร ศึกษาเฉพาะเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ ตามรายชื่อของสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ

3.เนื้อหา ศึกษาเนื้อหาด้านต่างๆให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ คือสภาพสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร ระบบการเกษตร ความสำเร็จของการทำเกษตรอินทรีย์ ความคาดหวังของเกษตรกร

นิยามศัพท์เฉพาะ

เกษตรอินทรีย์

เกษตรกร

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การวิจัยในเรื่องนี้คาดว่าจะเอื้ออำนวยให้เกิดประโยชน์ด้านต่างๆดังนี้

1.การพัฒนาองค์ประกอบของระบบการเกษตรที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร

2.การสร้างองค์ความรู้

3.การพัฒนานโยบาย

4.การวางแผน

ประโยชน์ของกาวิจัยในเรื่องนี้มีทั้งระดับจุลภาค คือ เกษตรกร และระดับมหภาค คือ รัฐและหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ฯ ล ฯ