2006/Oct/27

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ประสงค์ วงศ์ชนะภัย, อุดม วงศ์ชนะภัย และพูลสวัสดิ์ อาจละกะ . การขยายผลโดยใช้น้ำหมักชีวภาพในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ภาคตะวันออก กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.119-134.

น้ำสกัดชีวภาพ หรือน้ำหมักชีวภาพ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เกิดจากเกษตรกรนำเศษพืช สัตว์ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นไปหมักกับกากน้ำตาล และนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีการผลิตและการใช้แตกต่างกัน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้ กรรมวิธีในการผลิต ตลอดจนวิธีการใช้กับพืช อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำสกัดชีวภาพที่เกษตรกรผลิตและใช้โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 - 8 กรมวิชาการเกษตร ของสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พบว่า น้ำสกัดชีวภาพจากพืชผักและผลไม้ จะพบธาตุอาหาร N 0.05-1.65 %, P2O5 0.01-0.59 %, K2O 0.02-1.89 %, Ca 0.08-0.95 %, Mg 0.001-0.22 %, S 0.006-0.58 % พบธาตุอาหารเสริมได้แก่ Fe, Mn, Cu, Zn, B และCl ในปริมาณน้อยแต่พบเกือบครบทุกธาตุ นอกจากนี้ ยังพบฮอร์โมนพืช (plant hormones) ได้แก่ ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโทไคนิน น้ำสกัดชีวภาพจากสมุนไพรจะพบสารออกฤทธิ์กลุ่มแอลกอฮอล์ เบนซีนไดออล ฟีนอล และเอสเทอร์ ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการไล่แมลง ฆ่าแมลง ส่วนน้ำสกัดชีวภาพจากสัตว์ (ปลา หอย ไข่ ) จะพบธาตุอาหาร N 0.28-2.00 %, P2O5 %, K2O 0.04-1.72 %, Ca 0.03-2.26 %, Mg 0.01-0.84 %, S 0.01-0.35 % และพบธาตุอาหารเสริมได้แก่ Fe, Mn, Cu, Zn, B และCl ในปริมาณน้อยแต่เกือบครบทุกธาตุ ส่วนฮอร์โมน พบแต่มีปริมาณน้อยกว่าที่พบในน้ำสกัดชีวภาพจากพืช จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า แม้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ตลอดจนสารควบคุมการเจริญเติบโตพืช จะพบจากในน้ำสกัดชีวภาพในปริมาณน้อย แต่จากการที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง ลงทุนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จึงทำให้เกิดการขยายผลและใช้กันอย่างแพร่หลาย สระแก้วเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการใช้น้ำสกัดชีวภาพอย่างแพร่หลาย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีราคาสูงขึ้น

อรุณ อวนสกุล. 2544. การพัฒนาเกษตรยั่งยืน: แนวทางและดัชนีชี้วัด. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 1 :ระบบเกษตรเพื่อการจัดการทรัพยากรและพัฒนาองค์กรชุมชนอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2543 ณ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น หลักสี่ กรุงเทพฯ. น.31-49.

ผลการศึกษาวิจัยหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า ในระยะที่ผ่านมา ภาคเกษตรของไทยมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่ผลสำเร็จของการพัฒนาดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ป่าชายเลน ทรัพยากรทางทะเล แหล่งประมง ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม จนเริ่มส่งผลเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มผลผลิตมวลรวมทางการเกษตร และเริ่มเป็นที่ตระหนักกันแล้วว่า แนวทางการพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมา อาจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน และจะส่งผลกระทบเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรและยุวชนเกษตรกรไทยต่อไปหากไม่เร่งรีบแก้ไขนอกจากนั้น ความจำเป็นในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ยังเป็นเพราะประเทศไทยต้องดำเนินการตามข้อตกลงและพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ (Sanitary and Phyto-sanitary หรือ SPS) ตามกรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ได้ใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เคยห้ามการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย ที่จับมาโดยมิได้ใช้เครื่องมือที่ช่วยในการอนุรักษ์เต่าทะเล (Turtle Exclusion Devices, TED) หรือห้ามการนำเข้าปลาทูน่ากระป๋องที่ผลิตจากวัตถุดิบปลาทูน่าทีจับในแหล่งอนุรักษ์ปลาโลมา หรือ ประเทศออสเตรเลียห้ามการนำเข้าเนื้อไก่ต้มสุกจากไทยด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยสัตว์ ฯลฯ การใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยเป็นเครื่องมือกีดก้นทางการค้าที่กล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกอันเป็นที่มาของแหล่งเงินที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องพัฒนาระบบการผลิต การแปรรูปผลิตผล และการค้าสินค้าเกษตร โดยคำนึงถึงและเกื้อกูลต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ตามกระแสความต้องการในยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันเหตุผลทั้งสองประการที่กล่าว เป็นมูลเหตุให้รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องหลายแห่ง ได้กำหนดเป็นนโยบายและดำเนินมาตรการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนในแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผ่านมา โดยเฉพาะการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ได้กำหนดเป้าหมายเร่งรัดการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ และวนเกษตร ที่ช่วยอนุรักษ์ดินน้ำและสภาพแวดล้อม และ/หรือระบบการผลิตสินค้าเกษตร/ปศุสัตว์/ประมงสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่คำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการขยายผลรูปแบบการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ให้กระจายไปในตำบลต่าง ๆทั่วประเทศ อันจะเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

พิสุทธิ์ ศาลากิจ . การผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.253-260.

บทคัดย่อ

ข้าวหอมมะลิ 105 ได้รับการยอมรับในตลาดโลกในนามของข้าวหอมไทย (Thai fragrant rice or jasmine rice) และมีแนวโน้มการส่งออกไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี แหล่งปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ สภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และ ยโสธร ทุ่งกุลาร้องไห้ถือว่าเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ 105 คุณภาพดีของประเทศ เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะทบทวนถึงการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ การพัฒนา อุปสรรค และ โครงการที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน ข้าวหอมมะลิ 105 มีพื้นที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ 1,276,103 ไร่ หรือราวร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงมาเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่มีคุณภาพของประเทศในปัจจุบันเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2520 โดย 4 แผนงานบูรณาการหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ แผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัจจุบันได้จัดตั้ง โครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ (2547-2550) เพื่อยกระดับผลผลิตต่อไร่จาก 322 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2546 เป็น 470 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2550 และเป้าหมายรวมในการเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวเปลือกจาก 406,400 ตัน ในปี 2546 เป็น 569,900 ตัน ในปี 2550 จาก 3 แหล่งผลิตที่สำคัญคือ 1) เขตลุ่มน้ำลำพลับพลา 2) กลุ่มเกษตรกรทำนาศรีสว่าง ต.ศรีสว่าง อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด และ 3) สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด นอกจากนั้นส่วนหนึ่งยังมีเป้าหมายเป็นการผลิตและการแปรรูปข้าวอินทรีย์เพื่อการส่งออก มูลค่า 1,238.66 ล้านบาท ในปี 2551 แต่ต้องแก้ไขอุปสรรคในด้านปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม สารพิษตกค้าง และ ความรู้ความเข้าใจของเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน โดยนำเสนอรูปแบบการผลิตที่ดีและเหมาะสม (good agricultural practice: GAP) และเน้นการใช้สารอินทรีย์และวัสดุธรรมชาติเป็นหลัก

Trebuil, G. and P. Boonchoo. 2531. บทบาทของการจำแนกประเภทระบบการผลิตการเกษตรในการวิจัยระบบการทำฟาร์มและการส่งเสริม. ใน: รายงานการสัมมนาระบบการทำฟาร์ม ครั้งที่ 5 : . ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2531 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ. น.194-215.

บทคัดย่อ

ความหลากหลายของฟาร์มเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดเนวกรรมการเกษตรไปสู่เกษตรกร โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรที่มีฐานะทางเศรษบกิจและสังคมที่ค่อนข้างดีมีแนวโน้มจะยอมรับปฏิบัติตามคำแนะนำ ส่งเสริม การที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ยอมรับหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น เกษตรกรมักถูกตำหนิว่าด้อยการศึกษาแต่ความจริงนวกรรมที่เอาไปให้เกษตรกรนั้นมักจะไม่เหมาะสมหรือไม่ตรงกับความต้องการของเกษตกร ปัจจุบันในบางท้องที่จะเห็นว่ามีการผลิตสินค้าเกษตรจะเป็นแบบเฉพาะอย่างคือผลิตสินค้าเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นและความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่นก็ยังทำให้เห็นความแตกต่างของแต่ละฟาร์มเด่นชัดมากขึ้นปัจจุบันนี้ยอมรับกันว่าการจำแนกประเภทของฟาร์มโดยยึดเป้าหมายของฟาร์มเป็นหลักเพียงสิ่งเดียวไม่ค่อยมีประโยชน์นัก ในการวิจัยระบบการทำฟาร์มนั้นปัญหาหรืออุปสรรคของแต่ละระบบการผลิตเป็นสิ่งสำคัญและจะได้รับการรศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์และวิจัยอย่างเหมาะสม และจะเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การแยกแยะปัญหาของเกษตรกรอย่างละเอียดรอบคอบมีส่วนช่วยในการประเมินผลโครงการปรับปรุงการทำฟาร์มเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการวินิจฉัยหรือเทคนิคในการการทำฟาร์มขึ้นอยู่กับความชัดเจนของโครงสร้างของระบบการผลิตการเกษตร ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบการผลิต ซึ่งอาจทำได้โดยการศึกษาขบวนการตัดสินใจ จุดประสงค์หรือเป้าหมายของเกษตรกร อุปสรรคของฟาร์มในแง่ชีวภาพและกายภาพ ซึ่งหมายถึงการศึกษาขบวนการตัดสินใจ และการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเกษตรกร วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของเกษตกรโดยทั่วไปประกอบด้วย การผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในครอบครัว รายได้มาตรฐานในการครองชีพ และความอยู่รอดของการครองชีพและความอยู่รอดของการประกอบอาชีพการทำฟาร์ม ฟาร์มในท้องที่หนึ่งๆ นั้นสามารถที่จะจัดเป็นกลุ่มหรือเป็นหมวดหมู่ได้ โดยอาศัยความคล้ายคลึงกันในแง่ต่อไปนี้ เช่น อุปสรรคต่างๆ วัตถุประสงค์ วิธีการผลิต รวมทั้งคัดเลือกดัชนีที่สำคัญของแต่ละระบบการผลิต ก็สามารถทำให้จำแนกประเภทของระบบการผลิตได้ ในที่สุดทำให้ทราบถึงปัญหาและจำนวนเกษตรกรในแต่ละระบบการผลิตได้ อีกขั้นหนึ่งของการจำแนกระบบการผลิตคือ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิตหลักๆ และการแยกแยะประเภทของระบบการผลิตย่อย ในที่นี้ประโยชน์ของการจำแนกประเภทของระบบการผลิตจะนำเสนอให้เห็นจากการจำแนกระบบการผลิตการเกษตรในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

อนันต์ ลิลา. 2529. การส่งเสริมในพื้นที่เป้าหมาย: ประสบการณ์ของกรมส่งเสริมการเกษตร. ใน: รายงานการสัมมนาระบบการทำฟาร์ม ครั้งที่ 3 : . ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2529 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ. เชียงใหม่. น.463-469.

บทคัดย่อ

งานพัฒนาด้านการเกษตร นับว่าเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของบุคลากรของรัฐเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากเป็นการทำงานกับคน โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งมีชีวิตจิตใจ คำถามที่จะต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาก็คือ ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของเกษตรกรได้ หรือเกษตรกรมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรกับงานที่เจ้าหน้าที่นำเข้าไปในพื้นที่ และเกษตรกรมีความรู้สึกอย่างไรกับตัวเจ้าหน้าที่ นี่คือคำถามที่ง่าย ส่วนคำตอบนั้นไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไป แต่การปฏิบัติตัวกับเกษตรกรหรือการทำงานกับเกษตรกรก็กนับว่าเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร โดยสาเหตุที่การนำเทคโนโลยีใด ๆ ก็ตาม เพื่อถ่ายทอดไปยังพื้นที่ใดที่หนึ่งนั้น ก่อนอื่นก็จะต้องพิจารณาถึงตัวเทคโนโลยีนั้นว่า เหมาะสมกับพื้นที่หรือยัง ซึ่งเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะกระทำกันในลักษณะของการทดสอบในพื้นที่เสียก่อนเพื่อให้ทราบถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในพื้นที่ และหาวิธีการปรับเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ต่อไป ถึงแม้ว่าจะผ่านงานขั้นตอนนี้แล้ว แต่ยังไม่หมดเสียทีเดียวที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินงานต่อไปเพื่อโน้มน้าวจิตใจของเกษตรกรให้หันมายอมรับเทคโนโลยีดังกล่าวและนำไปปฏิบัติในพื้นที่นั้น ๆ อย่างได้ผล วิธีที่น่าจะดีที่สุดนั้น ในขั้นตอนของการทดสอบในพื้นที่จึงน่าจะให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการด้วยตนเองเสียเลย โดยเฉพาะการดำเนินการในลักษณะของการช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อที่จะได้งานดังกล่าวเป็นไปด้วยเหตุด้วยผล ทั้งจากฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายเกษตรกรอย่างแท้จริง จะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกจุดและพอใจทั้งฝ่ายตัวเจ้าหน้าที่และตัวเกษตรกรเอง นอกจากการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับเกษตรกรแล้ว การ่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นไปในลักษณะขอกงการเปิดวงกว้าง ในแนวคิดที่ให้สามารถที่จะทำการแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างได้ผล และสามารถที่จะพิจารณาหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปสู่พื้นที่เกษตรกรได้ในที่สุด เมื่อเป็นดังนี้นอกจากผลประโยชน์จะเกิดจะเกิดขึ้นตามที่ดังกล่าวแล้ว ยังเป็นผลทางด้านจิตใจที่จะก่อเกิดการทำงานร่วมกันได้อีกด้วย โดยเฉพาะในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าใจในตัวเจ้าหน้าที่ด้วยกัน และในส่วนที่เจ้าหน้าที่กับเกษตรกรก็จะเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะจะเป็นประโยชน์ต่องานในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากจะทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความพยายามเรียนรู้ปัญหาของเกษตรกร และเกษตรกรพยายามถ่ายทอดปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่มาสู่ตัวเจ้าหน้าที่เพื่อหาหนทางในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ในที่สุด