2006/Oct/27

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ประสงค์ วงศ์ชนะภัย, อุดม วงศ์ชนะภัย และพูลสวัสดิ์ อาจละกะ . การขยายผลโดยใช้น้ำหมักชีวภาพในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ภาคตะวันออก กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.119-134.

น้ำสกัดชีวภาพ หรือน้ำหมักชีวภาพ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เกิดจากเกษตรกรนำเศษพืช สัตว์ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นไปหมักกับกากน้ำตาล และนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีการผลิตและการใช้แตกต่างกัน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้ กรรมวิธีในการผลิต ตลอดจนวิธีการใช้กับพืช อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำสกัดชีวภาพที่เกษตรกรผลิตและใช้โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 - 8 กรมวิชาการเกษตร ของสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พบว่า น้ำสกัดชีวภาพจากพืชผักและผลไม้ จะพบธาตุอาหาร N 0.05-1.65 %, P2O5 0.01-0.59 %, K2O 0.02-1.89 %, Ca 0.08-0.95 %, Mg 0.001-0.22 %, S 0.006-0.58 % พบธาตุอาหารเสริมได้แก่ Fe, Mn, Cu, Zn, B และCl ในปริมาณน้อยแต่พบเกือบครบทุกธาตุ นอกจากนี้ ยังพบฮอร์โมนพืช (plant hormones) ได้แก่ ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโทไคนิน น้ำสกัดชีวภาพจากสมุนไพรจะพบสารออกฤทธิ์กลุ่มแอลกอฮอล์ เบนซีนไดออล ฟีนอล และเอสเทอร์ ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการไล่แมลง ฆ่าแมลง ส่วนน้ำสกัดชีวภาพจากสัตว์ (ปลา หอย ไข่ ) จะพบธาตุอาหาร N 0.28-2.00 %, P2O5 %, K2O 0.04-1.72 %, Ca 0.03-2.26 %, Mg 0.01-0.84 %, S 0.01-0.35 % และพบธาตุอาหารเสริมได้แก่ Fe, Mn, Cu, Zn, B และCl ในปริมาณน้อยแต่เกือบครบทุกธาตุ ส่วนฮอร์โมน พบแต่มีปริมาณน้อยกว่าที่พบในน้ำสกัดชีวภาพจากพืช จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า แม้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ตลอดจนสารควบคุมการเจริญเติบโตพืช จะพบจากในน้ำสกัดชีวภาพในปริมาณน้อย แต่จากการที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง ลงทุนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จึงทำให้เกิดการขยายผลและใช้กันอย่างแพร่หลาย สระแก้วเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการใช้น้ำสกัดชีวภาพอย่างแพร่หลาย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีราคาสูงขึ้น

อรุณ อวนสกุล. 2544. การพัฒนาเกษตรยั่งยืน: แนวทางและดัชนีชี้วัด. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 1 :ระบบเกษตรเพื่อการจัดการทรัพยากรและพัฒนาองค์กรชุมชนอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2543 ณ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น หลักสี่ กรุงเทพฯ. น.31-49.

ผลการศึกษาวิจัยหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า ในระยะที่ผ่านมา ภาคเกษตรของไทยมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่ผลสำเร็จของการพัฒนาดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ป่าชายเลน ทรัพยากรทางทะเล แหล่งประมง ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม จนเริ่มส่งผลเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มผลผลิตมวลรวมทางการเกษตร และเริ่มเป็นที่ตระหนักกันแล้วว่า แนวทางการพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมา อาจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน และจะส่งผลกระทบเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรและยุวชนเกษตรกรไทยต่อไปหากไม่เร่งรีบแก้ไขนอกจากนั้น ความจำเป็นในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ยังเป็นเพราะประเทศไทยต้องดำเนินการตามข้อตกลงและพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ (Sanitary and Phyto-sanitary หรือ SPS) ตามกรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ได้ใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เคยห้ามการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย ที่จับมาโดยมิได้ใช้เครื่องมือที่ช่วยในการอนุรักษ์เต่าทะเล (Turtle Exclusion Devices, TED) หรือห้ามการนำเข้าปลาทูน่ากระป๋องที่ผลิตจากวัตถุดิบปลาทูน่าทีจับในแหล่งอนุรักษ์ปลาโลมา หรือ ประเทศออสเตรเลียห้ามการนำเข้าเนื้อไก่ต้มสุกจากไทยด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยสัตว์ ฯลฯ การใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยเป็นเครื่องมือกีดก้นทางการค้าที่กล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกอันเป็นที่มาของแหล่งเงินที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องพัฒนาระบบการผลิต การแปรรูปผลิตผล และการค้าสินค้าเกษตร โดยคำนึงถึงและเกื้อกูลต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ตามกระแสความต้องการในยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันเหตุผลทั้งสองประการที่กล่าว เป็นมูลเหตุให้รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องหลายแห่ง ได้กำหนดเป็นนโยบายและดำเนินมาตรการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนในแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผ่านมา โดยเฉพาะการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ได้กำหนดเป้าหมายเร่งรัดการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ และวนเกษตร ที่ช่วยอนุรักษ์ดินน้ำและสภาพแวดล้อม และ/หรือระบบการผลิตสินค้าเกษตร/ปศุสัตว์/ประมงสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่คำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการขยายผลรูปแบบการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ให้กระจายไปในตำบลต่าง ๆทั่วประเทศ อันจะเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

พิสุทธิ์ ศาลากิจ . การผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.253-260.

บทคัดย่อ

ข้าวหอมมะลิ 105 ได้รับการยอมรับในตลาดโลกในนามของข้าวหอมไทย (Thai fragrant rice or jasmine rice) และมีแนวโน้มการส่งออกไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี แหล่งปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ สภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และ ยโสธร ทุ่งกุลาร้องไห้ถือว่าเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ 105 คุณภาพดีของประเทศ เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะทบทวนถึงการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ การพัฒนา อุปสรรค และ โครงการที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน ข้าวหอมมะลิ 105 มีพื้นที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ 1,276,103 ไร่ หรือราวร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงมาเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่มีคุณภาพของประเทศในปัจจุบันเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2520 โดย 4 แผนงานบูรณาการหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ แผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัจจุบันได้จัดตั้ง โครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ (2547-2550) เพื่อยกระดับผลผลิตต่อไร่จาก 322 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2546 เป็น 470 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2550 และเป้าหมายรวมในการเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวเปลือกจาก 406,400 ตัน ในปี 2546 เป็น 569,900 ตัน ในปี 2550 จาก 3 แหล่งผลิตที่สำคัญคือ 1) เขตลุ่มน้ำลำพลับพลา 2) กลุ่มเกษตรกรทำนาศรีสว่าง ต.ศรีสว่าง อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด และ 3) สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด นอกจากนั้นส่วนหนึ่งยังมีเป้าหมายเป็นการผลิตและการแปรรูปข้าวอินทรีย์เพื่อการส่งออก มูลค่า 1,238.66 ล้านบาท ในปี 2551 แต่ต้องแก้ไขอุปสรรคในด้านปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม สารพิษตกค้าง และ ความรู้ความเข้าใจของเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน โดยนำเสนอรูปแบบการผลิตที่ดีและเหมาะสม (good agricultural practice: GAP) และเน้นการใช้สารอินทรีย์และวัสดุธรรมชาติเป็นหลัก

Trebuil, G. and P. Boonchoo. 2531. บทบาทของการจำแนกประเภทระบบการผลิตการเกษตรในการวิจัยระบบการทำฟาร์มและการส่งเสริม. ใน: รายงานการสัมมนาระบบการทำฟาร์ม ครั้งที่ 5 : . ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2531 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ. น.194-215.

บทคัดย่อ

ความหลากหลายของฟาร์มเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดเนวกรรมการเกษตรไปสู่เกษตรกร โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรที่มีฐานะทางเศรษบกิจและสังคมที่ค่อนข้างดีมีแนวโน้มจะยอมรับปฏิบัติตามคำแนะนำ ส่งเสริม การที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ยอมรับหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น เกษตรกรมักถูกตำหนิว่าด้อยการศึกษาแต่ความจริงนวกรรมที่เอาไปให้เกษตรกรนั้นมักจะไม่เหมาะสมหรือไม่ตรงกับความต้องการของเกษตกร ปัจจุบันในบางท้องที่จะเห็นว่ามีการผลิตสินค้าเกษตรจะเป็นแบบเฉพาะอย่างคือผลิตสินค้าเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นและความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่นก็ยังทำให้เห็นความแตกต่างของแต่ละฟาร์มเด่นชัดมากขึ้นปัจจุบันนี้ยอมรับกันว่าการจำแนกประเภทของฟาร์มโดยยึดเป้าหมายของฟาร์มเป็นหลักเพียงสิ่งเดียวไม่ค่อยมีประโยชน์นัก ในการวิจัยระบบการทำฟาร์มนั้นปัญหาหรืออุปสรรคของแต่ละระบบการผลิตเป็นสิ่งสำคัญและจะได้รับการรศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์และวิจัยอย่างเหมาะสม และจะเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การแยกแยะปัญหาของเกษตรกรอย่างละเอียดรอบคอบมีส่วนช่วยในการประเมินผลโครงการปรับปรุงการทำฟาร์มเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการวินิจฉัยหรือเทคนิคในการการทำฟาร์มขึ้นอยู่กับความชัดเจนของโครงสร้างของระบบการผลิตการเกษตร ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบการผลิต ซึ่งอาจทำได้โดยการศึกษาขบวนการตัดสินใจ จุดประสงค์หรือเป้าหมายของเกษตรกร อุปสรรคของฟาร์มในแง่ชีวภาพและกายภาพ ซึ่งหมายถึงการศึกษาขบวนการตัดสินใจ และการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเกษตรกร วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของเกษตกรโดยทั่วไปประกอบด้วย การผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในครอบครัว รายได้มาตรฐานในการครองชีพ และความอยู่รอดของการครองชีพและความอยู่รอดของการประกอบอาชีพการทำฟาร์ม ฟาร์มในท้องที่หนึ่งๆ นั้นสามารถที่จะจัดเป็นกลุ่มหรือเป็นหมวดหมู่ได้ โดยอาศัยความคล้ายคลึงกันในแง่ต่อไปนี้ เช่น อุปสรรคต่างๆ วัตถุประสงค์ วิธีการผลิต รวมทั้งคัดเลือกดัชนีที่สำคัญของแต่ละระบบการผลิต ก็สามารถทำให้จำแนกประเภทของระบบการผลิตได้ ในที่สุดทำให้ทราบถึงปัญหาและจำนวนเกษตรกรในแต่ละระบบการผลิตได้ อีกขั้นหนึ่งของการจำแนกระบบการผลิตคือ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิตหลักๆ และการแยกแยะประเภทของระบบการผลิตย่อย ในที่นี้ประโยชน์ของการจำแนกประเภทของระบบการผลิตจะนำเสนอให้เห็นจากการจำแนกระบบการผลิตการเกษตรในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

อนันต์ ลิลา. 2529. การส่งเสริมในพื้นที่เป้าหมาย: ประสบการณ์ของกรมส่งเสริมการเกษตร. ใน: รายงานการสัมมนาระบบการทำฟาร์ม ครั้งที่ 3 : . ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2529 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ. เชียงใหม่. น.463-469.

บทคัดย่อ

งานพัฒนาด้านการเกษตร นับว่าเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของบุคลากรของรัฐเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากเป็นการทำงานกับคน โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งมีชีวิตจิตใจ คำถามที่จะต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาก็คือ ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของเกษตรกรได้ หรือเกษตรกรมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรกับงานที่เจ้าหน้าที่นำเข้าไปในพื้นที่ และเกษตรกรมีความรู้สึกอย่างไรกับตัวเจ้าหน้าที่ นี่คือคำถามที่ง่าย ส่วนคำตอบนั้นไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไป แต่การปฏิบัติตัวกับเกษตรกรหรือการทำงานกับเกษตรกรก็กนับว่าเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร โดยสาเหตุที่การนำเทคโนโลยีใด ๆ ก็ตาม เพื่อถ่ายทอดไปยังพื้นที่ใดที่หนึ่งนั้น ก่อนอื่นก็จะต้องพิจารณาถึงตัวเทคโนโลยีนั้นว่า เหมาะสมกับพื้นที่หรือยัง ซึ่งเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะกระทำกันในลักษณะของการทดสอบในพื้นที่เสียก่อนเพื่อให้ทราบถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในพื้นที่ และหาวิธีการปรับเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ต่อไป ถึงแม้ว่าจะผ่านงานขั้นตอนนี้แล้ว แต่ยังไม่หมดเสียทีเดียวที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินงานต่อไปเพื่อโน้มน้าวจิตใจของเกษตรกรให้หันมายอมรับเทคโนโลยีดังกล่าวและนำไปปฏิบัติในพื้นที่นั้น ๆ อย่างได้ผล วิธีที่น่าจะดีที่สุดนั้น ในขั้นตอนของการทดสอบในพื้นที่จึงน่าจะให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการด้วยตนเองเสียเลย โดยเฉพาะการดำเนินการในลักษณะของการช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อที่จะได้งานดังกล่าวเป็นไปด้วยเหตุด้วยผล ทั้งจากฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายเกษตรกรอย่างแท้จริง จะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกจุดและพอใจทั้งฝ่ายตัวเจ้าหน้าที่และตัวเกษตรกรเอง นอกจากการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับเกษตรกรแล้ว การ่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นไปในลักษณะขอกงการเปิดวงกว้าง ในแนวคิดที่ให้สามารถที่จะทำการแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างได้ผล และสามารถที่จะพิจารณาหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปสู่พื้นที่เกษตรกรได้ในที่สุด เมื่อเป็นดังนี้นอกจากผลประโยชน์จะเกิดจะเกิดขึ้นตามที่ดังกล่าวแล้ว ยังเป็นผลทางด้านจิตใจที่จะก่อเกิดการทำงานร่วมกันได้อีกด้วย โดยเฉพาะในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าใจในตัวเจ้าหน้าที่ด้วยกัน และในส่วนที่เจ้าหน้าที่กับเกษตรกรก็จะเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะจะเป็นประโยชน์ต่องานในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากจะทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความพยายามเรียนรู้ปัญหาของเกษตรกร และเกษตรกรพยายามถ่ายทอดปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่มาสู่ตัวเจ้าหน้าที่เพื่อหาหนทางในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ในที่สุด

พีระชัย กุลชัย และปัญญา หมั่นเก็บ . การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.207-216.

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ของเกษตรกรรายย่อยภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา ตามโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ปี 2544-2546 วิธีการศึกษาโดยศึกษาจากเอกสาร และการศึกษาเชิงคุณภาพหลายๆ เทคนิคร่วมกัน เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของกระบวนการเรียนรู้ของโครงการนำร่องฯ มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหมด 425 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 6,013 คน โดยเฉลี่ยมีการจัดกิจกรรม 16 ครั้งต่อเดือน และมีสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมเฉลี่ย 14 คน/ครั้ง การสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญของโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทราคือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้มีความเชื่อมั่นในแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนฐานการผลิตจากระบบเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรกรรมยั่งยืนที่เน้นการพัฒนาระบบนิเวศแบบองค์รวม เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพิงปัจจัยภายนอก สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารภายในครอบครัวและชุมชน กระบวนการเรียนรู้เริ่มจากการอบรมและปรับแนวคิดในการทำเกษตรกรรมยั่งยืน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคนิควิธีการต่างๆ ในการทำเกษตรกรรมยั่งยืน การศึกษาดูงาน การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกชุมชน การวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วม และการประเมินผลแบบมีส่วนร่วมของมวลสมาชิก ต่อมาได้สร้างและพัฒนาเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จให้เป็นเกษตรกรต้นแบบในฐานการผลิตต่างๆ จนสามารถเป็นวิทยากรชุมชน และพัฒนาเป็นโรงเรียนเกษตรกรเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนในชุมชน ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่การเผยแพร่แนวคิดในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ ความตระหนักในปัญหาของสมาชิก การมีผู้นำที่มีความสามารถในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม การจัดกิจกรรมในรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ตลอดจนความสามารถในการเชื่อมประสานกับองค์กร/เครือข่าย โดยเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์เพื่อการพึ่งตนเอง

ประสงค์ วงศ์ชนะภัย, อุดม วงศ์ชนะภัย และพูลสวัสดิ์ อาจละกะ . การขยายผลโดยใช้น้ำหมักชีวภาพในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ภาคตะวันออก กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.119-134.

บทคัดย่อ

น้ำสกัดชีวภาพ หรือน้ำหมักชีวภาพ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เกิดจากเกษตรกรนำเศษพืช สัตว์ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นไปหมักกับกากน้ำตาล และนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีการผลิตและการใช้แตกต่างกัน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้ กรรมวิธีในการผลิต ตลอดจนวิธีการใช้กับพืช อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำสกัดชีวภาพที่เกษตรกรผลิตและใช้โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 - 8 กรมวิชาการเกษตร ของสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พบว่า น้ำสกัดชีวภาพจากพืชผักและผลไม้ จะพบธาตุอาหาร N 0.05-1.65 %, P2O5 0.01-0.59 %, K2O 0.02-1.89 %, Ca 0.08-0.95 %, Mg 0.001-0.22 %, S 0.006-0.58 % พบธาตุอาหารเสริมได้แก่ Fe, Mn, Cu, Zn, B และCl ในปริมาณน้อยแต่พบเกือบครบทุกธาตุ นอกจากนี้ ยังพบฮอร์โมนพืช (plant hormones) ได้แก่ ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโทไคนิน น้ำสกัดชีวภาพจากสมุนไพรจะพบสารออกฤทธิ์กลุ่มแอลกอฮอล์ เบนซีนไดออล ฟีนอล และเอสเทอร์ ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการไล่แมลง ฆ่าแมลง ส่วนน้ำสกัดชีวภาพจากสัตว์ (ปลา หอย ไข่ ) จะพบธาตุอาหาร N 0.28-2.00 %, P2O5 %, K2O 0.04-1.72 %, Ca 0.03-2.26 %, Mg 0.01-0.84 %, S 0.01-0.35 % และพบธาตุอาหารเสริมได้แก่ Fe, Mn, Cu, Zn, B และCl ในปริมาณน้อยแต่เกือบครบทุกธาตุ ส่วนฮอร์โมน พบแต่มีปริมาณน้อยกว่าที่พบในน้ำสกัดชีวภาพจากพืช จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า แม้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ตลอดจนสารควบคุมการเจริญเติบโตพืช จะพบจากในน้ำสกัดชีวภาพในปริมาณน้อย แต่จากการที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง ลงทุนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จึงทำให้เกิดการขยายผลและใช้กันอย่างแพร่หลาย สระแก้วเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการใช้น้ำสกัดชีวภาพอย่างแพร่หลาย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีราคาสูงขึ้น ประกอบกับยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรของจังหวัดสระแก้ว ระหว่างปี 2547-2551 มีคำขวัญว่า เกษตรอินทรีย์ วิถีสระแก้ว จากการสำรวจ พบว่า น้ำสกัดชีวภาพที่เกษตรกรใช้ในจังหวัดสระแก้ว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ น้ำสกัดชีวภาพจากพืช ได้แก่ พืชผัก ไม้ผล และสมุนไพร กับน้ำสกัดชีวภาพจากสัตว์ โดยน้ำสกัดชีวภาพทั้ง 2 ประเภทนี้ เกษตรกรนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยหมัก ในการผลิตพืชผัก ข้าว พืชสมุนไพร (ข่า ตะไคร้ หญ้าปักกิ่ง เสลดพังพอน ฯลฯ) ส่วนในไม้ผลมีการใช้บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย กลุ่มเกษตรกรที่มีการใช้น้ำสกัดชีวภาพกันมาก ได้แก่ 1. กลุ่มสหกรณ์เกษตรธรรมชาติสระแก้วจำกัด ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าเกวียน แซร์ออ ช่องกุ่ม วัฒนานคร โนนหมากเค็ง อำเภอวัฒนานคร ตำบลทับพริกและตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ โดยทางกลุ่มสหกรณ์เกษตรธรรมชาติสระแก้วจำกัด ใช้น้ำสกัดชีวภาพร่วมกับปุ๋ยหมัก ในการผลิตพืชผัก ข้าวเพื่อส่งให้แก่บริษัทเลมอนฟาร์ม ผลิตพืชสมุนไพรเพื่อส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี 2. กลุ่มเกษตรกรตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา ใช้น้ำสกัดชีวภาพร่วมกับปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ในการปลูกข้าวและพืชผัก 3. กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ให้แก่บริษัทสวีฟท์ (Swift Co., Ltd.) เพื่อส่งจำหน่ายประเทศญี่ปุ่นและเยอรมัน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรโครงการทับทิมสยาม 02 และ 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด กลุ่มเกษตรกรบ้านคลองหว้าและกลุ่มเกษตรกรบ้านทับพริก ตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ กลุ่มเกษตรกรบ้านโนนสาวเอ้ ตำบลทุ่งมหาเจริญ อำเภอวังน้ำเย็น กลุ่มเกษตรกรตำบลพระเพลิงและตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ และกลุ่มเกษตรกรบ้านวังสุริยา ตำบลวังสมบูรณ์ กิ่งอำเภอวังสมบูรณ์

วรรณภรณ์ เกษมศรี และธวัชชัย รัตน์ชเลศ. 2548. บทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการสารเคมีเกษตรต่อการผลิตทางเกษตรดีที่เหมาะสม : กรณีลำไยในภาคเหนือ . ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.225-233.

บทคัดย่อ

ความปลอดภัยของอาหารและสุขอนามัยพืช เป็นข้อกีดกันสำคัญในการส่งออกสินค้าเกษตร ผลผลิตลำไยจากประเทศไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้เช่นกัน ดังนั้นแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practice; GAP) จึงถูกนำมาปรับใช้ในการผลิต ความสำเร็จของการผลิตตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน ร้านค้าสารเคมีเกษตรซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายปัจจัยการผลิต รวมถึงเป็นแหล่งความรู้ของเกษตรกร จึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของแนวทางการผลิตนี้ด้วย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการสารเคมีเกษตร ต่อการพัฒนาการผลิตทางเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสม ดำเนินการโดยศึกษาจากเอกสาร การสำรวจและสัมภาษณ์ภาคสนาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้ประกอบการร้านค้าสารเคมีเกษตร จำนวน 145 ราย และเกษตรกรผู้ปลูกลำไย จำนวน 100 ราย โดยสุ่มตัวอย่างจากร้านค้าสารเคมีเกษตรและเกษตรกรในเขต จ.ลำพูน ทุกอำเภอ และ 5 อำเภอใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่ อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง อ.สารภี อ.สันป่าตอง และ อ.ฮอด ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลำไยที่สำคัญของภาคเหนือ ข้อมูลที่ได้นำมาหาค่าอัตราส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วัดระดับของบทบาทโดยวิธี likert scale สำรวจและสัมภาษณ์ระหว่าง พฤศจิกายน 2546-ตุลาคม 2547 จากร้านค้าที่สำรวจจำนวน 145 ร้าน พบว่าร้อยละ 82.1 จดทะเบียนเป็นผู้ค้าวัสดุอันตรายและจำหน่ายปุ๋ยเคมี กับกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับการบริการนั้น ร้านค้าส่วนใหญ่ร้อยละ 59.3 จำหน่ายสารเคมีเกษตรเพียงอย่างเดียว มีร้านค้าเพียงร้อยละ 9 จำหน่ายสารเคมีเกษตรในปริมาณ ร้อยละ 25 ของสินค้าทั้งหมด ด้านตำแหน่งเชิงพื้นที่พบว่า ร้านค้ากระจายตัวออกจากเมืองสู่ชนบทมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ใจกลางของแต่ละอำเภอ สินค้าสำคัญของร้านค้ามี 5 กลุ่ม ได้แก่ ปุ๋ยเคมี สารฆ่าแมลง และสารควบคุมชีวภาพของพืช ปุ๋ยชีวภาพ และสารฆ่ารา ตามลำดับ สารฆ่าแมลงที่มียอดจำหน่ายมากที่สุด ได้แก่ ไซเพอร์เมทริน สำหรับสารฆ่าราที่เกษตรกรนิยมซื้อไปใช้มากที่สุด ได้แก่ คาเบนดาซิม สารฆ่าวัชพืชที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ ไกลโฟเซต ซึ่งสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์เหล่านี้อนุญาตให้ใช้ได้ในการผลิตลำไยตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม ข้อมูลที่ได้รับชี้ให้เห็นว่า ร้านค้าส่วนใหญ่มีการแนะนำและเสนอขายสินค้าที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร และเกษตรกรก็มีความเชื่อถือและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ประกอบการ ร้านค้าจึงมีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม ข้อมูลยืนยันว่าผู้ประกอบการร้านค้าสารเคมีเกษตร ในพื้นที่ปลูกลำไยที่สำคัญของภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่ประกอบสัมมาชีพหรือมีจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งมีการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เช่น ไม่จำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ทางราชการประกาศห้ามใช้ และแนะนำให้เกษตรกรเลือกใช้สารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ที่ไม่มีพิษตกค้างเป็นเวลานาน เป็นต้น ด้านการให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่เกษตรกร ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ และการส่งเสริมให้ใช้สารอื่นทดแทน เช่น สารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์จากธรรมชาตินั้น มีบทบาทในระดับปานกลางหรือเกษตรกรยังไม่แน่ใจในบทบาทของร้านค้าในด้านนี้ แต่ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้สารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ

เดชา ศิริภัทร. 2531. กระบวนการถ่ายทอดวิทยาการทดแทนสารเคมี: กรณีศึกษาคุณอรรณพ ตันสกุล. ใน: รายงานการสัมมนาระบบการทำฟาร์ม ครั้งที่ 5 : . ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2531 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ. น.381-385.

บทคัดย่อ

คงไม่ต้องกล่าวถึงประวัติศาสตร์การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชเมื่อไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมาว่าได้ส่งผลกระทบด้านลบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้างในที่นี้เป็นเพียงการมองปัญหาที่เกิดขึ้นในแง่การถ่ายเทคโนโลยีรวมทั้งการแสวงหาทางเลือกในบางด้านเท่านั้นและคงมิใช่เป็นการกล่าวโทษถึงผลของงานที่รัฐในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบแนวนโยบายการถ่ายทอดเทคโนโลยีประเภทนี้เองเกือบหมดหากเป็นการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าได้เตรียมสถานการณ์เพื่อจัดการกับเทคโนโลยีประเภทนี้น้อยเกินไป ความยุ่งเหยิงและความสลับซับซ้อนในการแก้ปัญหาจึงตามมาอย่างที่มีอาจหลีกเลี่ยง สารเคมีปราบศัตรูพืชจัดเป็นเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับประเทศไทย การยอมรับความคิดการเกษตรสมัยใหม่ที่จะละทิ้งการใช้อืนทรีย์วัตถุและการใช้วิธีป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบดังเดิมลงโดยสิ้นเชิง ทำให้เราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้เหมือนเก่าอีกต่อไป สำหรับสารเคมีปราบศัตรูพืชนับเป็นตัวอย่างการพึ่งพาต่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบได้ชัดเจน ประกอบกับความไม่เท่าทันเทคโนโลยีที่เป็นของใหม่ย่อมได้รับความเสียเปรียบมาก การได้เปรียบผู้กุมหรือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างแน่นอน การเปิดกว้างให้มีการค้าขายเสรีในตลาดอย่างเสรี นับเป็นการถ่างช่องว่างให้กับบริษัทอย่างไร้ขอบเขต การถือโอกาสผลักดันสารเคมีที่เป็นอันตราย ที่เสื่อมคุณภาพและห้ามใช้ในประเทศโลกที่หนึ่ง แต่กลับเข้ามาขายในบ้านเราย่อมเป็นไปอย่างง่ายดายและไม่รู้ตัว ความรับผิดชอบต่อเรื่องทำนองนี้อย่างน้อย การประกาศรายชื่อสารต้องห้ามให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปก็ยังไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทันสมัยพอ การจะหวังให้มีมาตรฐานเพื่อต่อรองกับบริษัทนำเข้าโดยตรงซึ่ง (อาจจะ) ยากกว่าการย่อมเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ผลิตภัณฑ์ในตลาดมากมายที่ขาดความรู้สึกผลเสีย ตลอดจนมิได้แจ้งวิธีการใช้ที่ถูกต้องและชัดเจน ย่อมเอื้ออำนวยให้ร้านค้าขายสินค้าให้เกษตรกรในปริมาณที่เกินความจำเป็น นอกจากจะเป็นการลงทุนี่ไม่คุ้มค่าแล้วยังก่อผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ด้วย อีกทั้งกำลังหลักในการเผยแพร่การใช้สารเคมี เช่น กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีเกษตรกรตำบลเป็นผู้ทำงานกับเกษตรกรโดยตรง ก็มีวิธีการไม่ต่างจากพ่อค้ามากนักโดยมีกรอบความคิดว่าการรอบรู้วิธีการป้องกันกำจัดคือการสามารถบอกชื่อผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่งให้เกษตรกรได้ แน่นอนว่าวิธีแนะนำเช่นนี้ย่อม 'สะดวก' มากกว่าการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการใช้สารเคมี 'ยากลำบาก' ยิ่งกว่า กรณีนี้จะไม่เป็นการยุติธรรมหากจะเอาผิดกับเกษตรตำบล เพราะความซับซ้อนของตัวสาเคมีที่มีให้เลือกใช้ไม่ต่ำกว่า 1,000 สูตร (formula) ความน่าเวียนเศียรไม่เพียงแต่เกษตรตำบลเท่านั้นที่ซาบซึ้งดี นักวิชาการบางระดับ หรือบัณฑิตเกษตรที่ความรู้ขั้นเขียนอ่านภาษาต่างประเทศได้ก็คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน ในกรณีที่เกาตรกรไม่ระมัดระวังการใช้สารเคมีและส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง ในรูปของผักตายผ่อนส่งก็กล่าวโทษว่าเกษตรกร 'มักง่าย' ไม่ได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากมิได้มองบทบาทของรัฐที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เกษตรกรเพราะพฤติกรรมที่รู้ไม่ถึงการณ์โดยไม่รู้ตัวและนับวันก็ยิ่งฝังรากลึกขึ้น

พฤกษ์ ยิบมันตะสิริ. 2548. ความมั่นคง ความปลอดภัยและอธิปไตยของระบบอาหารกับการเกษตรไทย. ใน: รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 :สู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน . ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่. น.155-163.

บทคัดย่อ

การประชุม Earth Summit ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ในปี 2535 และการประชุมสุดยอดอาหารที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี 2539 ได้สร้างความตระหนักให้กับสาธารณชนด้านความมั่นคงทางอาหาร และส่งผลกระทบต่อการพัฒนากรอบทำงานเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และต่อการจัดทำโครงการเพื่อขจัดความอดอยาก ลดปัญหาความยากจน และบรรลุเป้าหมาย อาหารเพื่อทุกคน สำหรับประเทศไทยความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรเป็นฐานหลักที่ค้ำจุนความมั่นคงของประเทศ ดังได้เป็นที่ประจักษ์หลังจากเกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อ 2 กรกฎาคม 2540 ปัจจุบันนโยบายการพัฒนาเกษตรไทยสู่ครัวโลก เป็นมิติใหม่ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานคุณภาพอาหารและเกษตรไทยสู่สากลที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ และระบบการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนแนวทาง รูปแบบ และทางเลือกของระบบเกษตรและการจัดการทรัพยากรหลังวิกฤตทางการเงินที่มีผลต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และอธิปไตยของระบบอาหาร ทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตชุมชน ระบบอาหารท้องถิ่นการจัดการของเกษตรกรที่สนองต่อการเปลี่ยนแปลง และสิทธิชุมชน โดยได้คัดเลือกกรณีตัวอย่างเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการพึ่งตนเอง ได้แก่ (1) การพัฒนาและการขยายผลปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต (2) การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน (3) การปรับใช้เกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน (4) การใช้ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบการผลิตที่ยั่งยืน (5) การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน (6) การใช้แนวทางโรงเรียนเกษตรกรเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะของเกษตรกรต่อการปรับเปลี่ยนทางเกษตร (7) เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านกับการจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (8) โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และ (9) สมัชชาสุขภาพแห่งชาติกับการพัฒนาเกษตรยั่งยืน กรณีศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการขับเคลื่อนทางสังคมเป็นพลังที่สำคัญที่นำไปสู่ความมั่นคง ความปลอดภัย และอธิปไตยทางอาหาร ซึ่งมีหลายมิติ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิต องค์ความรู้ การบริหารจัดการ การมีวินัยของชุมชน และเครือข่ายที่มีคุณภาพ

เรื่องวิทยานิพนธ์ การเกษตรเพื่อวิถีชีวิตที่ยั่งยืนในความหมายและเงื่อนไขที่หลากหลายของเกษตรกร: กรณีศึกษาสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ตําบลแม่ทา กิ่งอําเภอแม่ออนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ เขียนนางสาวพัชรินทร์ คําแปงปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(การพัฒนาสังคม) คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ อาจารย ดร. สิทธิณัฐประพุทธนิติสารประธานกรรมการผู ช วยศาสตราจารย ดร.มนตรี กรรพุมมาลย กรรมการบทคัดย อวิทยานิพนธ ฉบับนี้เป นการศึกษาทางด านสังคมศาสตร ที่ต องการวิเคราะห ถึงการที่สมาชิกกลุ มเกษตรอินทรีย ได ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเกษตรเชิงพาณิชย ไปสู การเกษตรอินทรีย โดยมีวัตถุประสงค หลัก 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาถึงการให ความหมายและเงื่อนไขที่หลากหลายของเกษตรกรในการทําการเกษตรในรูปแบบเดิม และรูปแบบใหม ที่ตอบสนองต อวิถีชีวิตที่ยั่งยืน รวมทั้งเงื่อนไขต างๆที่นําเอาการเกษตรอินทรีย มาประยุกต ใช เป นทางเลือก และ ประการที่สอง เพื่อวิเคราะห ว าเกษตรกรที่นําเอารูปแบบการเกษตรอินทรีย มาใช ในกระบวนการผลิต ได ใช วัฒนธรรมชุมชน ทุนทางสังคม และ ภูมิป ญญาท องถิ่น ที่ผสมผสานและ แตกต างกันไปอย างไรการศึกษาครั้งนี้ได ทําการเก็บข อมูลในเชิงประวัติศาสตร ระดับชุมชนเพื่อทําความเข าใจถึงเงื่อนไขและพัฒนาการ รวมทั้งการปรับรูปแบบทางการเกษตร และระดับบุคคลโดยเลือกเกษตรกร 3 กลุ ม คือกลุ มแรกที่เป นแกนนําในการปรับรูปแบบทางการเกษตรจากการปลูกเพื่อพาณิชย มาเป นการเกษตรอินทรีย กลุ มที่สองที่ปรับรูปแบบการเกษตรของตนเนื่องจากเห็นถึงความสําเร็จจากกลุ มแรก และกลุ มที่สามที่ปรับรูปแบบการเกษตรของตนเนื่องจากเห็นถึงความสําเร็จจากกลุ มแรกและกลุ มที่สอง ตัวอย างการศึกษาเกษตรกรจํานวน 9 ราย ได ใช การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยเครื่องมือการวิจัย คือการสัมภาษณ เชิงลึกและการสังเกตการณ แบบมีส วนร วมและไม มีส วนร วมผลการศึกษาพบว า ในระดับชุมชน มีการพัฒนาการทางการเกษตร โดยเริ่มจากยุคก อตั้งชุมชน ยุคสัมปทานป าไม ยุคพืชเศรษฐกิจ และยุคปฏิวัติระบบการเกษตร ซึ่งเป นช วงที่มีโครงการพัฒนาขององค กรพัฒนาเอกชน เข ามาส งเสริมแนวคิดและรูปแบบทางเกษตรที่ให ชุมชนมีความยั่งยืนและพึ่งพาตัวเองได อย างแท จริง จึงเกิดกลุ มเกษตรอินทรีย ขึ้นในตําบลแม ทา โดยมีกลุ มที่ได มาตรฐานเกษตรอินทรีย จํานวน 16 ครัวเรือน จากสมาชิกชุมชนทั้งหมด 76 ครัวเรือน

--------------------------------------------------------------------------------

Page 2

ผลการศึกษาที่ได จากเกษตรกรกลุ มตัวอย างพบว า ทุกครัวเรือนที่หันมาทําการเกษตรอินทรีย ได ให ความหมายว า การเกษตรเชิงพาณิชย มีผลกระทบที่เชื่อมโยงกับป จจัยต างๆ อย างเป นองค รวม คือ ป จจัยการผลิตผลผลิตและตลาด นิเวศพื้นที่ และ การดํารงชีวิต วิถีชีวิตและครอบครัว จากสถานการณ ดังกล าว เกษตรกรจึงได หาทางออกผ านกระบวนการเรียนรู และให ความหมายใหม กับเกษตรอินทรีย ซึ่งสามารถแก ไขป จจัยเหล านั้นได และทําให วิถีชีวิตมีความยั่งยืนแบบองค รวมมากขึ้น และกระบวนการทําเกษตรอินทรีย จะมีความแตกต างระหว างกลุ มตัวอย าง 3 กลุ มที่มีเงื่อนไขที่ต างกันไป กล าวคือ กลุ มตัวอย างที่เป นแกนนําในการปรับเปลี่ยนจะมีความชัดเจนในแนวคิด และมีข อจํากัดด านป จจัยการผลิต ที่น อยกว ากลุ มที่ทําตาม ส วนกลุ มที่ทําตามต อๆมานั้น ส วนใหญ มีความเข าใจในแนวคิดและความสําคัญของเกษตรอินทรีย แต ต องการเห็นผลสําเร็จจากกลุ มแรกก อน ว าสามารถผลิตได จริงและผลผลิตมีตลาดรองรับยิ่งไปกว านั้นงานศึกษานี้ยังพบว า เมื่อเข าสู การเกษตรแบบอินทรีย นอกจากจะต องมีความชัดเจนในการให ความหมายแบบองค รวม และจะต องมีเงื่อนไขในป จจัยการผลิตที่ไม เป นอุปสรรคมากเกินไปแล ว ยังจะต องมีการผสมผสาน วัฒนธรรมชุมชน ทุนทางสังคม ภูมิป ญญาและเทคโนโลยีทางการเกษตรมาช วยในการผลิต และที่สําคัญต องมีการสร างตลาดพิเศษขึ้นมาให ผู ผลิตสามารถควบคุมได ในระดับหนึ่งอีกด วยข อสรุปที่ได จากงานชิ้นนี้ คือการแก ไขป ญหาด านการเกษตร ต องมองการผลิตที่เชื่อมโยงอันเป นวิถีชีวิตของเกษตรกรแบบองค รวม ควบคู กับการเสริมสร างให มีกระบวนการเรียนรู การให ความหมายใหม และการนําเอาวัฒนธรรมชุมชน ทุนทางสังคม และ ภูมิป ญญาท องถิ่น มาปรับใช กับความรู แผนใหม และที่สําคัญคือ ต องมีการแก ป ญหาแบบครบวงจร โดยมีตลาดทางเลือกที่เกษตรกรมีส วนในการสร างขึ้นเพื่อความยั่งยืนของวิถีชีวิต

จิรวรรณ อุณาพรหม และ เดชา ผาสุก. 2532. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยโดยผ่านกระบวนการกลุ่ม: กรณีกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด บ้านเจริญชัย จ. หนองคาย. ใน: รายงานการสัมมนาระบบการทำฟาร์ม ครั้งที่ 6 : . ระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2532 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ. ขอนแก่น. น.375-391.

บทคัดย่อ

รายงานวิจัยนี้มุ่งเสนอถึงวิธีการพัฒนาเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยผ่านกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน อันจะส่งผลให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ในที่สุด วิธีการดังกล่าวมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ 1) หาบุคคลเป้าหมายตามหลักการวิเคราะห์ชุมชน 2) วิเคราะห์สภาพปัญหา 3) จัดหมวดหมู่ปัญหาและความต้องการ 4) วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของความต้องการ แล้วกระตุ้นให้บุคคลเป้าหมายร่วมปรึกษาหารือ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ 5) ถ่ายทอดเทคโนโลยีแต่ละช่วง 6) เทคโนโลยีและการจัดการ เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป กลุ่มผู้ปลูกสับปะรด เลือกกิจกรรมนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ได้นำความต้องกาารของเกษตรกรเป้าหมายมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้ว เห็นว่าสับปะรดเป็นพืชที่ทำรายได้ดีกว่าข้าวนาปรัง เพราะผลผลิตสูงประกอบกับราคาดี มีตลาดแน่นอน จึงกระตุ้นบุคคลกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ตอบสนองความต้องการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยนั้นมีข้อจำกัดหลายด้าน ดังนั้นการที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาได้นั้น กระบวนการกลุ่มเป็นแนวทางหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่จะเข้าไปเป็นผู้กระตุ้นเกษตรกรให้เรียนรู้และแก้ปัญหาเองตั้งแต่ 1) ขั้นตอนการเตรียมกลุ่ม 2) ขั้นตอนการเรียนรู้กลุ่ม และ 3) ขั้นตอนกลุ่มกิจกรรม

2006/Oct/27

ทฤษฎีการเรียนรู้

การเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน นักการศึกษาและนักจิตวิทยา ชาติต่างๆ ได้พยายามศึกษาสภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกระบวนการอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการถ่ายโยงความรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ได้อย่างไร ทำให้เกิดทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้น

พรรณี ชูทัย (2522 : 135-136) ได้แบ่งทฤษฎีการเรียนรู้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มเชื่อมโยงนิยม หรือกลุ่มทฤษฎีการสร้างสัมพันธ์ต่อเนื่อง พฤติกรรมการเรียนรู้

เป็นผลจากการที่เอกัตบุคคลได้รับสิ่งเร้า หรือตัวแหย่แล้วเกิดการตอบสนอง มีปฏิกริยาระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองแบบลูกโซ่ โดยมีการเสริมแรงอย่างต่อเนื่องจนผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อมนุษย์ได้เลือกปฏิกริยาตอบสนองที่ถูกต้องเชื่อมต่อกับสิ่งเร้า การเรียนรู้คือ การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง

2. กลุ่มประสบการณ์นิยม หรือกลุ่มทฤษฎีสนาม กลุ่มประสบการณ์นิยม หรือกลุ่ม

ทฤษฏีสนามเชื่อว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากความจำที่ผู้เรียนจะต้องแก้ปัญหาเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เมื่อได้แสวงหาประสบการณ์แล้วการเรียนรู้จะเกิดขึ้น ทฤษฎีนี้สนับสนุนให้ผู้เรียนปฏิบัติและประกอบกิจกรรมเอง ส่วนประสบการณ์เดิมนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อินทรีย์เกิดการหยั่งเห็นวิธีการแก้ปัญหา

สวิง งามลักษณ์ (2523 : 36) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ ว่าแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. กลุ่มทฤษฎีที่เชื่อเรื่องการใช้สิ่งเร้า และการตอบสนอง (Stimulus Response Theories)

2. กลุ่มทฤษฎีที่ว่าด้วยความรู้ หรือกลุ่มทฤษฎีสนาม (Cognitive Theories or Field

Theories)

จากความเชื่อของทฤษฎีทั้ง 2 กลุ่ม ที่กล่าวมาแล้วนั้นจะสังเกตเห็นได้ว่า กลุ่มแรกคือ กลุ่มทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง จะเน้นที่ผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญที่จะกำหนดพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยผ่านใช้สื่อ หรือสิ่งเร้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มทฤษฎีการรับรู้ เข้าใจ หรือ ทฤษฎีสนาม จะเน้นที่ผู้รับเป็นบุคคลสำคัญที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ ถ้ามีสติปัญญาในการวิเคราะห์ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้มาก ก็ย่อมที่จะเรียนรู้ได้มาก อีกทั้งยังสามารถที่จะนำไปแก้ไขปัญหาในชีวิตได้อีกด้วย

ลักษณะผู้เรียนรู้ที่พึงประสงค์ (ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี และคณะ.2543น.11)

ผู้เรียนเป็น คนดี คนเก่ง และคนมีความสุข

-คนดี คือ คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทั้งทางด้านจิตใจและพฤติกรรมี่แสดงออก เช่น มีวินัย มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล รู้หน้าที่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์

-คนเก่ง คือ คนที่มีสมรรถภาพสูง โดยมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง หรือรอบด้าน หรือมีความสามารถเฉพาะทาง เช่นทักษะและกระบวนการทางวิทยาสาสตร์ มีความคิดสร้างสรรค์คื มีภาวะผุ้นำ เป็นคนทันสมัย มีความเป็นไทย สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต้มสักยภาพ สามารถทำประโยชนืใหกับตนเอง สังคมและประเทสชาจติได้

-คนมีความสุข คือ คนที่มีสุขภาพดีทั้งกายและจิต ร่าเริงแจ่มใส ร่างกายแข้งแรง มีมนุษยสัมพันธ์ มีความรักต่อทุกสรรพสิ่ง เป็นอิสระพ้นจากอบายมุข รู้จักความพอเพียง ดำรงชีวิตตามอัตภาพ

ลักษณะการส่งเสริมการเรียนรู้ 4 รูปแบบ(ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี และคณะ.2543.น.37)

1.แบบจินตนาการ imaginative learners ผู้เรียนมีลักษระการเรียนรู้ โดยการดูแล้วนำมาผสมผสานกับความคิดของตัวเอง นำข้อมูลใหม่เข้ามาเพื่อให้เกิดการเปบลี่ยนแปลง มองอะไรเป็นภาพรวม ผู้สอนควรใช้คำถาม ทำไม Why กระตุ้นการเรียนรู้ เพื่อนไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายกับผู้เรียน

2.แบบวิเคราะห์ analytical learners ผู้เรียนมีลักษณะการเรียนรู้แบบวิเคราะห์ การเรีนรู้ผสมผสานระหว่างการดูกับการคิด เพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริง คตวามคิดรวบยอด เพื่อหาความเข้าใจ ผู้สอนใช้คำถาม อะไร what เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

3.แบบสามัญสำนึก common sense learners ลักษณะขงผู้เรียนแบบนี้ชอบการคิด โดยผ่านสามัญสำนึก ทดลองทำด้วยตนเอง ลงมือปฏิบัติ สนใจกระบวนการ ผู้สอนใช้คำถาม อย่างไร how กระตุ้นการเยนรู้ โดยให้โอกาสทดลองทำ ลงมือทำเพื่อเกิดประสบการณ์ตรง บทบาทผู้สอนคอยแนะนำช่วยเหลือ

4.แบบพลวัต dynamic learners ลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบนี้ ชอบการเรียนรู้โดยสัมผัสกับของจริง ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และค้นพบด้วยตนเอง ผู้สอนใช้คำถาม ถ้า if กระตุ้นการเรียยรู้ด้วยตนเอง และสอนเพื่อนร่วมการเรียนรู้ด้วย

กระบวนการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้มีทั้งที่มนุษย์เรียนรู้เองโดยธรรมชาติ และเรียนรู้จากการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้โดยการศึกษาและฝึกอบรม กระบวนการเรียนรู้ทั้งสองระบบมีความแตกต่างกันอย่างมาก สีลาภรณ์ นาครทรรพ (2538 : 38-48) ได้สังเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้ของชุมชนในสังคมกับการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน โดยเสนอเป็นตารางเปรียบเทียบไว้ดังนี้

ตาราง เปรียบเทียบการศึกษาในระบบโรงเรียนกับระบบการเรียนรู้ของชุมชน

ระบบโรงเรียน

ระบบการเรียนรู้ของชุมชน

องค์กร

- โรงเรียน

- องค์กรชุมชน

กลุ่มเป้าหมาย

- นักเรียน

- คนในชุมชนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่

ผู้สอน

- ครู

- วิทยากรท้องถิ่น ปราชญ์ ชาวบ้าน

วิธีการจัดการเรียนการสอน

- มีชั้นเรียน

- ไม่มีชั้นเรียน

การสอน

- เอาเนื้อหาวิชาที่สอนเป็นตัวตั้ง

- เอาปัญหาของชุมชนเป็นตัวตั้ง

การวัดผล

- มีการสอบ

- ไม่มีการสอบ วัดผลด้วยตัวเองว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่

ระยะเวลา

- มีระยะเวลาเรียนจบหลักสูตรแน่นอน

- ไม่มีระยะเวลาแน่นอน

การเรียนรู้ไม่สิ้นสุด

ที่มา: สีลาภรณ์ นาครทรรพ ระบบการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษาชุมชนอีสานใต้ วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช 8 (2538) 38-48

นอกจากนี้เกษม วัฒนชัย (2545 : 12) ได้สรุปไว้ว่ากระบวนการเรียนรู้ เกิดจากการรับการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อ ศรัทธาเจตคติ ค่านิยม ทักษะ การงาน ทักษะชีวิต และการครองตน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมของผู้เรียน ตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้เกิดกับผู้เรียน และโดยผู้เรียนเท่านั้น

ในส่วนของรูปแบบการเรียนรู้ เกษม วัฒนชัย (2545 : 21-24) ได้เสนอรูปแบบการเรียนรู้ไว้ 14 รูปแบบ ได้แก่

1. การบรรยาย (Lecture) โดยครูผู้สอน

2. วิทยากรรับเชิญ (Invited Speaker) ให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เรียน ในความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือความชำนาญในฐานะผู้รับผิดชอบ หรือผู้ประกอบการ

3. ทีมผู้สอน (Team Teaching) ประกอบด้วยผู้สอนที่หลากหลายความคิดเห็น หรือหลากหลายความเชี่ยวชาญ เพื่อเสนอความรู้ที่ประสานกว้าง

4. นักเรียนเป็นผู้สอน (Peer Teaching) มีรูปแบบการจัดหลากหลาย เช่น

- แบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากกันและกันในรูปของกลุ่มติวเพื่อน กลุ่มสัมมนา กลุ่มอภิปราย

- ชมรมสนใจพิเศษเฉพาะเรื่อง

- นักเรียนรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยงนักเรียนรุ่นน้อง

5. การระดมสมอง (Brain Storming) เป็นการแสดงความคิดหลากหลายและเสรีโดยผู้เรียน เช่น เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาแล้วจึงหาข้อสรุปร่วม

6. อภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นโดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากที่สุดในหัวข้อที่กำหนด

7. การอภิปรายโดยกลุ่มวิทยากร (Panel Discussion) การนำเอาวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาร่วมอภิปรายในหัวข้อเดียวกัน โดยมีผู้นำอภิปรายเป็นผู้นำการประชุม

8. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การประชุมเชิงปฏิบัติการต้องกำหนด วัตถุประสงค์ของการจัดว่าจะให้ปฏิบัติการเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สำเร็จตามเป้าหมาย เริ่มโดยการเชิญวิทยากรกลุ่มเล็กมาให้ความรู้แก่ผู้เข้าประชุม เพื่อเป็นการนำ แล้วจึงแบ่งกลุ่มผู้เข้าประชุมเป็นกลุ่มย่อย เพื่อฝึกปฏิบัติการ โดยมีวิทยากรประจำกลุ่มคอยให้ความเห็นหรือวิจารณ์ หรือ ชี้แนะ จนกลุ่มสามารถปฏิบัติการแล้วเสร็จตามเป้าหมาย

9. การสัมมนา (Seminar) เพื่อให้กลุ่มผู้เรียนขนาดเล็กได้ศึกษาลงลึกเฉพาะเรื่อง

โดยการค้นคว้าจากเอกสารตำราหรือการวิจัย

10. การจำลองแบบและการเล่นเกมส์ (Simulation and Games) เพื่อสร้างเรื่อง

หรือสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักลึกถึงประเด็นหรือปัญหา

11. การสาธิต (Demonstration) เพื่อแสดงกระบวนการ แสดงการปรากฏจริงหรือสร้างความเข้าใจจากหุ่นจำลอง

12. กรณีศึกษา (Case Study) เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง ในการประกอบการ อาจเน้นที่เหตุการณ์ ประเด็นหลักของกรณี ประวัติ หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็ได้

ใช้กรณีศึกษาเพื่อการสอนสาระของความรู้ สอนเทคนิควิธี สอนการตัดสินใจสอนการแก้ปัญหา สอนเจตคติและระบบคุณค่าคุณธรรมก็ได้

13. โครงงาน (Project Work) มีการเตรียมโครงสร้างและรูปแบบของสาระ การเรียนรู้เพื่อการแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้กระบวนการเรียนรู้มาจากประสบการณ์จริงมีความหมาย มีเป้าหมาย ให้แรงกระตุ้นและสร้างความกระตือรือร้นได้เป็นอย่างดี

14. การเรียนรู้มาจากแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ (On-Site Classes) นำนักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด หอดูดาว สวนพฤกษาชาติ วนอุทยาน แหล่งท่องเที่ยว แหล่งโบราณสถาน แหล่งประวัติศาสตร์ และ ศาสนสถานอื่น ๆ สถานประกอบการ โรงงาน ฯล

ปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้(ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี และคณะ.2543.น.20)

1. กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าผู้เรียนมีโอกาสคิด ทำ สร้างสรรค์ โดยที่ครูช่วยจัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อ และสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน

2. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความสามารถทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม ความพร้อมของร่างกาย และจิตใจ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่อเนื่อง

3. สาระการเรียนรู้มีความสมดุลเหมาะสมกับวัย ความถนัด ความสนใจของผู้เรียนและความคาดหวังของสังคม ทั้งนี้ผลการเรียนรู้จากสาระและกระบวนการ จะต้องทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดี และมีความสุขในการเรียน

4. แหล่งเรียนรู้มีหลากหลายและเพียงพอที่จะให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ ตามความถนัด ความสนใจ

5. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครู และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ห่วงใย มีกิจกรรมร่วมกันในกระบวนการเรียนรู้ คือ แลกเปลี่ยนความรู้ ถักทอความคิด พิชิตปัญหาร่วมกัน

6. ศิษย์มีความศรัทธาต่อครูผู้สอน สาระที่เรียนรวมทั้งกระบวนการที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ ผู้เรียนใฝ่รู้ มีใจรักที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้ครูต้องมีความเชื่อว่าศิษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

7. สาระและกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวของ ผู้เรียน จนผู้เรียนสามารถนำผลจากการเรียนรู้ ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง

8. กระบวนการเรียนรู้ มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่น ๆ เช่น ชุมชน ครอบครัว องค์กรต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือกันให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้สูงสุด

สรุปรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ (thailearn.org)

1. การสำรวจความต้องการการสำรวจความต้องการ ขั้นแรกควรศึกษาธรรมชาติและกำหนดความต้องการของผู้เรียนโดยการซักถาม สังเกต สัมภาษณ์ พูดคุย หรือทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อสร้าง/กระตุ้นความสนใจ สำรวจความสนใจและพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนรายบุคคล

๒. การเตรียมการ ครูต้องเตรียมศึกษาสาระเนื้อหาวิชาในหลักสูตรและ จุดประสงค์ของการเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าหลักสูตรต้องการอะไร แค่ไหน มีจุดประสงค์ของการเรียนรู้อย่างไร และทำไมจึงต้องการอย่างนั้น เพื่อการวางแผนจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความต่อเนื่อง เชื่อมโยงกัน และหากเป็นไปได้ควรเชื่อมโยงและบูรณาการสาระการเรียนรู้แต่ละวิชาที่สัมพันธ์กันเข้าด้วยกัน เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง และให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด ทั้งนี้ครูต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความสนใจและความถนัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจรายบุคคล เนื่องจากครูไม่ใช่ผู้บอกผู้สอนอย่างเดียว ครูจึงต้องเตรียมแหล่งข้อมูลทั้งที่เป็นสื่อการเรียน ใบความรู้ ใบงาน และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่มีข้อมูลความรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษา ค้นคว้าตามความต้องการ การสำรวจแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์กีฬาและนันทนาการ เป็นต้น

๓. การดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น

๓.๑ นำเข้าสู่บทเรียน ขั้นนี้ครูควรใช้ประเด็นคำถามสถานการณ์หรือกิจกรรมที่กระตุ้นหรือท้าทายให้ผู้เรียนเกิดความสงสัยใคร่รู้ ครูควรเป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่า ครู คือ เพื่อนที่ช่วยเหลือเขาได้ในทุกเรื่อง ครูต้องรู้จักผู้เรียนรายบุคคลเป็นอย่างดี เพื่อใช้ความถนัด ความสนใจ ลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นจุดกระตุ้นศักยภาพของแต่ละบุคคลและดึงดูดให้ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นและเต็มใจ

๓.๒ ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูเป็นบุคคลที่สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มุ่งจัดกิจกรรมและสร้างบรรยากาศที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต โดยใช้สื่อที่หลากหลายในลักษณะขององค์รวมที่เหมาะสมกับความสามารถในการเรียนรู้และความสนใจของผู้เรียน คำนึงถึงการใช้สมองทุกส่วน โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมเสนอกิจกรรมและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน สรุปความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทั้งสมาชิกภายในกลุ่มและสมาชิกระหว่างกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการแสวงหาความรู้ การเรียนการสอนไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวอยู่ในพื้นที่ห้องสี่เหลี่ยมในอาคารเป็นที่เรียนเสมอไป เพราะจะเป็นการทำให้ผู้เรียนรู้สึกเครียดกับบรรยากาศ พยายามเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน ประเภท ทุ่งนา ฟ้ากว้าง กลางป่า ก้อนกรวด ดิน หิน ทราย ดอกไม้ สายลม และวัสดุธรรมชาติให้มาก เด็ก ๆ จะได้เคลื่อนไหวอย่างสนุก-สนาน และเรียนรู้ไปพร้อมกัน

๓.๓ ขั้นวิเคราะห์ อภิปรายผลงาน/องค์ความรู้ ที่สรุปได้จากกิจกรรมการเรียนรู้ ครูและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายผลที่เกิดจากกิจกรรมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยเน้นให้ผู้เรียนเกิดการค้นพบองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ครูเป็นผู้สังเกต เพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับให้องค์ความรู้ที่ได้รับชัดเจนเป็นการเสริมแรงและกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจการค้นหาความรู้ต่อไป

๔. การประเมินผล การประเมินผลสำเร็จของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้น เป็นการประเมินซึ่งมุ่งเน้นผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยครูจะต้องศึกษามาตรา ๒๖ ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ในสาระและจุดเน้น การประเมินเกี่ยวกับพัฒนาการเรียนของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ และการทดสอบเพื่อพัฒนาและค้นหาศักยภาพ จุดเด่น จุดด้อยของผู้เรียน และตรวจสอบว่ากระบวนการเรียนรู้ ได้พัฒนาผู้เรียน ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ อีกทั้งผลการเรียนของผู้เรียนจะเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพการสอนของครูด้วย ดังนั้น การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต้องวัดและประเมินให้ครอบคลุมทุกด้านทั้งในส่วนของกระบวนการและผลงาน ทั้งด้านความรู้ ด้านความรู้สึก และทักษะการแสดงออก ทุกด้าน และประเมินตามสภาพจริง ซึ่งในการประเมินผล สามารถประเมินระหว่างการเรียนการสอน และประเมินสรุปรวม โดยมีขั้นตอนในการประเมิน ดังนี้

๔.๑ กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการประเมิน

๔.๒ พิจารณาขอบเขตเกณฑ์ วิธีการและสิ่งที่จะประเมิน ตัวอย่าง เช่น

- ประเมินพัฒนาการด้านศิลปะและดนตรี คณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการของบุคลิกภาพ เป็นต้น

- ขอบเขตที่จะประเมิน เช่น ด้านความรู้ ทักษะ ความรู้สึก และคุณลักษณะ เป็นต้น

๔.๓ พิจารณากำหนดองค์ประกอบ และผู้ประเมินว่ามีใครบ้างที่จะเป็นผู้ประเมิน เช่น นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อนนักเรียน ครูประจำชั้น ผู้ปกครอง ชุมชน หรือผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

๔.๔ เลือกใช้เทคนิคและเครื่องมือในการประเมินหลากหลายเหมาะสมกับวัตถุ-ประสงค์และเกณฑ์ในการประเมิน เช่น การทดสอบ การสัมภาษณ์ การบันทึกพฤติกรรม แบบสำรวจความคิดเห็น บันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง แฟ้มสะสมผลงาน ฯลฯ

๔.๕ กำหนดเวลาและสถานที่ที่จะประเมิน เช่น ประเมินระหว่างนักเรียนทำกิจกรรม ระหว่างการทำงานกลุ่ม/โครงการ วันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ เหตุการณ์ / งานพิเศษ ฯลฯ

๔.๖ วิเคราะห์ผลและจัดการข้อมูลการประเมิน

- รายการกระบวนการ

- แฟ้มสะสมผลงาน

- การบันทึกข้อมูล

๔.๗ สรุปผลการประเมินเพื่อพัฒนาและปรับปรุงข้อบกพร่องการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนรวมทั้งปรับปรุง กิจกรรมการเรียนการสอน ในกรณีที่เป็นการประเมินสรุปรวมเพื่อพิจารณาตัดสินการเลื่อนชั้น โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดให้ นำผลการประเมินระหว่างเรียนมาประกอบการพิจารณาด้วย ตัวอย่าง

๕. การสรุปและนำไปประยุกต์ใช้

เป็นขั้นการตกผลึกของกระบวนการเรียนรู้รายบุคคล กล่าวคือ ผู้เรียนแต่ละคนจะเกิดการมองสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม มองอย่างเชื่อมโยง หยั่งรู้ เกิดการค้นพบตัวเอง ว่ามีความสามารถ มีจุดเด่นจุดด้อยทางด้านใด ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน หลังจากที่เขาได้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และการแสดงออกตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งพิจารณาได้จากการหาข้อสรุปจากบทเรียน โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะเพิ่มเติม การแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้การสะท้อนความคิด การแสดงผลงาน การจัดนิทรรศการ การแสดงออกในลักษณะละคร การนำข้อค้นพบ การปรับปรุงตนเองของผู้เรียน เช่น การปรับปรุงบุคลิกภาพ การเข้ากับคนอื่นได้ การเข้าใจผู้อื่น การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในสถานการณ์ต่าง ๆ การเคารพสิทธิผู้อื่น ตลอดจนการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และการดำรงชีวิตประจำวัน

ทฤษฎีการเรียนรู้

การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์และชุมชน โดยข้อเท็จจริงแล้วได้มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เชื่อกันว่า แหล่งกำเนิดของอารยธรรมและทฤษฎีการเรียนรู้เริ่มต้นจากซีกโลกฝั่งตะวันออกแล้วแพร่กระจายไปยังซีกโลกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโลกตะวันตก ทำให้ทฤษฎีการเรียนรู้ได้รับการยอมรับ การเรียนรู้ของมนุษย์รวมทั้งการเกิดขึ้นของภูมิปัญญาสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎีดังต่อไปนี้

ทฤษฎีปัญญานิยม

ทฤษฎีปัญญานิยมเกิดจากแนวคิดของ Chomsky ที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกับแนวคิดของนักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยม Chomsky เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์นั้นเกิดขึ้นจากจิตใจ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกแตกต่างกันออกไป เขามีวิธีอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ว่า พฤติกรรมมนุษย์มีความเชื่อมโยงกับความเข้าใจ การรับรู้ การระลึกหรือจำได้ การคิดอย่างมีเหตุผล การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การสร้างจินตนาการ การจัดกลุ่มสิ่งของ และการตีความ ในการออกแบบการเรียนการสอนจึงควรต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านความคิด ความรู้สึกและโครงสร้างการรับรู้ด้วย นักทฤษฎีกลุ่มปัญญานิยมมีแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ว่า การเรียนเป็นการผสมผสานข้อมูลข่าวสารเดิมกับข้อมูลข่าวสารใหม่เข้าด้วยกัน หากผู้เรียนมีข้อมูลข่าวสารเดิมเชื่อมโยงกับข้อมูลข่าวสารใหม่ การรับรู้ก็จะง่ายขึ้น ผู้เรียนจะมีลีลาในการรับรู้และการเรียนรู้ และการนำความรู้ไปใช้ต่างกัน แนวความคิดดังกล่าวนี้เองที่ทำให้เกิด แนวคิดเกี่ยวกับความแตกต่างของการจำ นักทฤษฎีกลุ่มนี้ได้ให้ความสนใจศึกษาองค์ประกอบในการจำที่ส่งผลต่อความจำระยะสั้น ความจำระยะยาว และความคงทนในการจำ

Piaget เป็นนักจิตวิทยาอีกผู้หนึ่งในกลุ่มนี้ เป็นผู้นำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาด้านการรับรู้ของเด็ก และได้สร้างทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาขึ้น โดยเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับโครงสร้างสติปัญญาที่ไม่ซับซ้อน และจะค่อยๆ มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับเมื่อได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ผู้สอนจึงควรจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนได้คิด ได้รู้จักวิธีการ และให้เกิดการค้นพบด้วยตนเอง Bruner เรียกวิธีการดังกล่าวนี้ว่า การเรียนรู้โดยการค้นพบ โดยผู้สอนต้องมีความเข้าใจว่ากระบวนการคิดของเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกัน การเรียนการสอนต้องเน้นการจัดหรือการสร้างประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคยก่อน และควรแทรกปัญหาซึ่งผู้สอนอาจเป็นผู้ตั้งปัญหา หรืออาจมาจากผู้เรียนเป็นผู้ตั้งปัญหา แล้วช่วยกันคิดแก้ไขและหาคำตอบการสอนแนวนี้ได้รับความสนใจจากนักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มาก และได้แตกแขนงออกไปเป็นกลุ่มนักวิศวกรรมนิยม (Constructivists) ส่วนรางวัลที่ผู้เรียนได้รับนั้นควรเน้นแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดจากความสำเร็จหรือการแก้ปัญหามากกว่ารางวัลที่ได้รับจากภายนอก

Ausubel นักจิตวิทยาแนวปัญญานิยมได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของมนุษย์ และได้แบ่งการรับรู้ออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. การเรียนรู้โดยเรียนรู้อย่างมีความหมาย

2. การเรียนรู้โดยการท่องจำ

3. การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย

4. การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจำ

การเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบนี้ Ausubel ได้เน้นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และพยายามที่จะสร้างหลักการเพื่ออธิบายกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว หลักการดังกล่าวนี้ Ausubel เชื่อว่าจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยเรียกหลักการดังกล่าวนี้ว่า การจัดวางโครงสร้างเนื้อหา หลักการสำคัญประการหนึ่งที่นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มิได้กล่าวถึง คือ การสร้างความตั้งใจให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนก่อนเริ่มเรียน ความรู้ต่างๆ จะต้องถูกจัดให้มีระบบและสอดคล้องกับการเรียนรู้ โครงสร้างของเนื้อหาควรต้องได้รับการจัดเตรียมหรือแบ่งแยกออกเป็นหมวดหมู่ และเห็นความสัมพันธ์ในรูปแบบที่กว้างก่อนที่จะขยายให้เห็นความคิดรวบยอดในส่วนย่อย

4. การประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีปัญญานิยมออกแบบ CAI

หลักการและแนวคิดของทฤษฎีปัญญานิยม สามารถนำมาใช้ในการออกแบบบทเรียน CAI ได้ดังนี้

- ใช้เทคนิคเพื่อสร้างความสนใจแก่ผู้เรียนก่อนเริ่มเรียน โดยการผสมผสานข้อมูล และการออกแบบ Title ที่เร้าความสนใจ

- ควรสร้างความน่าสนใจในการศึกษาบทเรียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

- การใช้ภาพและกราฟิกประกอบการสอนควรต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับเนื้อหา

- คำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนในแง่ของการเลือกเนื้อหาการเรียน การเลือกกิจกรรมการเรียน การควบคุมการศึกษาบทเรียน การใช้ภาษา การใช้กราฟิกประกอบบทเรียน

- ผู้เรียนควรได้รับการชี้แนะในรูปแบบที่เหมาะสม หากเนื้อหาที่ศึกษามีความซับซ้อน หรือมีโครงสร้างเนื้อหาที่เป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กัน

- ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทบทวนความรู้เดิมที่สัมพันธ์กับความรู้ใหม่ในรูปแบบที่เหมาะสม

- กิจกรรมการสอนควรผสมผสานการให้ความรู้ การให้คำถามเพื่อให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ หาคำตอบ

- สร้างแรงจูงใจโดยเน้นความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในการเรียนรู้

http://www.ict.mbu.ac.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=79&Itemid=41&limit=1&limitstart=12

ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndiles Connected Theory)

ธอร์นไดค์ (Thorndike) นักจิตวิทยาชาวอเมริกา เป็นผู้นำทฤษฎี หลักการเรียนรู้ของทฤษฎีนี้กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) กับการตอบสนอง (Response) โดยมีหลักเบื้องต้นว่า การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและตอบสนอง โดยแสดงในรูปแบบต่างๆจนกว่าจะเป็นที่พอใจที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเรียกว่าการลองผิดลองถูก (Trial and Error)

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2534) กล่าวว่า กฎการเรียนรู้ตามทฤษฎีเชื่อมโยงประกอบด้วยกฎ 3 ข้อดังนี้

1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) กฎนี้กล่าวถึง สภาพความพร้อมของผู้เรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความพร้อมทางร่างกาย หมายถึง ความพร้อมทางวุฒิภาวะและอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทางด้านจิตใจ หมายถึง ความพร้อมที่เกิดจากความพึงพอใจเป็นสำคัญถ้าเกิดความพึงพอใจย่อมนำไปสู่การเรียนรู้ ถ้าเกิดความไม่พึงพอใจจะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้หรือทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไป

2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) กฎนี้กล่าวถึงการสร้างความมั่นคงของการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองที่ถูกต้อง โดยการฝึกหัดกระทำซ้ำบ่อยๆ ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นานและคงทนถาวร จากกฎข้อนี้แบ่งออกเป็นกฎย่อยๆ อีก 2 ข้อ คือ

2.1 กฎแห่งการใช้ (Law of Used) เมื่อเกิดความเข้าใจหรือการเรียนรู้แล้ว มีการกระทำหรือนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นไปใช้บ่อยๆ จะทำให้การเรียนรู้นั้นคงทนถาวร

2.2 กฎแห่งการไม่ใช้ (Law of Disused) เมื่อเกิดความเข้าใจหรือการเรียนรู้แล้ว ไม่มีการกระทำซ้ำบ่อยๆหรือไม่ได้นำไปใช้ จะทำให้การเรียนรู้นั้นไม่คงทนถาวร หรือในที่สุดที่เกิดการลืมจนไม่สามารถเรียนรู้ได้อีกเลย

1. กฎแห่งผลที่ได้รับ (Law of Effect) กฎนี้กล่าวถึง ผลที่ได้รับเมื่อแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วว่าถ้าได้รับผลที่พึงพอใจ ผู้เรียนย่อมอยากจะเรียนรู้อีกต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ ผู้เรียนย่อมไม่อยากเรียนรู้ หรือเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้ ดังนั้นถ้าจะทำให้การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับตอบสนองความมั่นคงถาวร ต้องให้ผู้เรียนได้รับผลที่พึงพอใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

ทฤษฎีเงื่อนไขการเรียนรู้ของกานเย (GAGNE)

ทฤษฎีของกานเยมี 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งหมายถึง การเกิด การเรียนรู้ และทฤษฎีการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทฤษฎีการเรียนรู้ กานเย อธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์เรียนรู้ว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

1) ผลการเรียนรู้หรือความสามารถด้านต่างๆ ของมนุษย์

2) กระบวนการเรียนรู้และจดจำอันเป็นผลจากการจัดกระทำกับข้อมูลในสมอง

3) ผลจากเหตุการณ์ภายนอกที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้ภายในตัวมนุษย์

1) ผลการเรียนรู้หรือความสามารถด้านต่างๆ ของมนุษย์ คือ พฤติกรรมที่เป็นความสามารถ หรือคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้น อันเกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรียนมี 5 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

1.1 ทักษะทางปัญญา (Intellectual Skills) หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการใช้สัญลักษณ์ทั้งในด้านการตีความและการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ทักษะทางปัญญาครอบคลุมความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณิตศาสตร์ และไวยากรณ์การใช้ภาษา

ทักษะทางปัญญาประกอบด้วย ทักษะย่อย 4 ระดับ แต่ระดับเป็นพื้นฐานของกันและกันตามลำดับ โดยทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของแบบการเรียนขั้นพื้นฐาน (Form of Basic Learning) อันได้แก่ การเชื่อมโยงสิ่งเร้ากับการตอบสนองและการต่อเนื่องการเรียนรู้ต่างๆ เป็นลูกโซ่ (Association and Chaining) ทักษะย่อยแต่ละระดับ ได้แก่

1.1.1 การจำแนกแยกแยะ (Discriminations) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะคุณสมบัติทางกายภาพของวัตถุต่างๆ โดยระบุคุณสมบัติร่วมกันของวัตถุหรือสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้กลุ่มวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ที่รับรู้เข้ามาว่าเหมือนหรือไม่เหมือนกัน

1.1.2 การสร้างความคิดรวบยอด (Concepts) หมายถึง ความสามารถในการจัดกลุ่มวัตถุหรือสิ่งต่างๆ โดยระบุคุณสมบัติร่วมกันของวัตถุหรือสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้กลุ่มวัตถุหรือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต่างๆ จากกลุ่มวัตถุหรือสิ่งอื่นๆ แบ่งเป็น 2 ระดับย่อยๆ คือ

1.2 ความคิดรวบยอดระดับรูปธรรม (Concrete Concepts)

1.3 ความคิดรวบยอดระดับนามธรรมที่กำหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมต่างๆ (Defined Concepts)

1.4 การสร้างกฎ (Rules) หมายถึง ความสามารถในการนำความคิดรวบยอดต่างๆ มารวมเป็นกลุ่ม ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น เพื่อให้สามารถสรุปอ้างอิง และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

1.5 การสร้างกระบวนการหรือกฎชั้นสูง (Procedures of Higher Order Rules) หมายถึง ความสามารถในการนำกฎหลายๆ ข้อที่สัมพันธ์กันมาประมวลเข้าด้วยกันซึ่งนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

2. กลวิธีในการเรียนรู้ (Cognitive Strategies) หมายถึง กระบวนการที่มนุษย์ใช้ในการช่วยให้ตนได้รับข้อมูลและจัดกระทำกับข้อมูลจนเกิดการเรียนรู้ตามที่ตนต้องการซึ่งนักการศึกษาสำคัญๆ ในปัจจุบันให้ความสำคัญมาก ประกอบด้วย

2.1 กลวิธีเกี่ยวกับการใส่ใจ (Attending)

2.2 กลวิธีเกี่ยวกับการทำความเข้าใจความคิดรวบยอด (Encoding)

2.3 กลวิธีเกี่ยวกับการระลึกถึงสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ (Retrieval)

2.4 กลวิธีเกี่ยวกับการแก้ปัญหา (Problem Solving)

กลวิธีเกี่ยวกับการคิด (Thinking)

3. ภาษา: คำพูด (Verbal Information)

3.1 คำพูดที่เป็นชื่อของสิ่งต่างๆ (Name or Labels)

3.2 คำพูดที่เป็นข้อความ/ข้อเท็จจริง (Facts)

3.3 คำพูดที่เรียบเรียงอย่างมีความหมาย (Meaningfully Organized Verbal Knowledge)

4. ทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skills)

5. เจตคติ (Attitudes)

2) กระบวนการเรียนรู้และจดจำของมนุษย์

ในการอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และจดจำของมนุษย์นั้น กานเย ได้อาศัยรูปแบบการจัดกระทำข้อมูลของสมองเป็นพื้นฐาน จากนั้นจึงได้อธิบายกระบวนการโดยสัมพันธ์กับโครงสร้างแต่ละส่วนในรูปแบบดังนี้

2.1 การจัดกระทำข้อมูลในสมอง

การจัดกระทำข้อมูลในสมอง อาจสรุปได้ดังนี้คือ สิ่งเร้าในบริบทที่มนุษย์นั้นอยู่กระตุ้นเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับข้อมูลให้เกิดการสร้างสัญญาณเป็นกระแสไฟฟ้าในระบบประสาท สัญญาณซึ่งมีแบบแผนเฉพาะตามการสร้างของเซลล์ประสาท จะคงอยู่ในหน่วยบันทึกข้อมูลของประสาทสัมผัสเป็นช่วงเวลานั้นๆ (ประมาณหนึ่งในหลายร้อยวินาที) จากนั้นจะมีระบบการรับรู้และมาบันทึกไว้นั้น เก็บไว้ในหน่วยความจำระยะสั้น ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น การได้ยิน การออกเสียง การมองเห็น ฯลฯ จากนั้นข้อมูลดังกล่าวจะมีการแปรรูปโดยการแปลความให้มีความหมายและเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะยาว ต่อมาอาจมีกระบวนการค้นหาข้อมูล ตามด้วยกระบวนการระลึกถึงสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ ในขั้นนี้ข้อมูลจะถูกแปลงรูปกลับไปอยู่ในหน่วยความจำระยะสั้น ซึ่งเรียกกันว่า ความจำเพื่อการใช้งาน *(Working or conscious memory) จากนั้นส่วนที่ควบคุมการตอบสนองก็จะจัดระบบการตอบสนองที่เหมาะสม โดยส่งข้อมูลป้อนกลับจากการสังเกตผลการกระทำของตนที่เกิดขึ้น และการเสริมแรงที่ตามกระบวนการนี้ซ้ำกัน เมื่อในอนาคตมีเหตุการณ์/สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการระลึก การฝึกฝน และการใช้ประโยชน์ต่อไป

2.2 กระบวนการควบคุมการดำเนินการและความคาดหวัง

กระบวนการจัดกระทำข้อมูลในสมอง เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในร่างกายมนุษย์ โดยมีกระบวนการอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า กระบวนการคุมการดำเนินการ (Executive control process) และความคาดหวัง (Expectancies) รวมหมายถึง วิธีการต่างๆ ที่มนุษย์จะเข้าสู่สิ่งเร้า เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และลงมือกระทำกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งล้วนแสดงถึงความหลากหลาย ความยืดหยุ่นและความริเริ่มสร้างสรรค์ มนุษย์ได้พัฒนาความสามารถทั้งสองประการนี้มาแล้วในการเรียนรู้ในอดีต มนุษย์จึงมีความจำระยะส่วนหนึ่งแยกเก็บไว้เมื่อเกิดเหตุการณ์การเรียนรู้ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นขั้นใส่ใจบันทึกและเก็บข้อมูลเข้าไว้ในหน่วยความจำทำความเข้าใจกับข้อมูลที่เก็บไว้ และนำออกมาใช้ในภายหลัง

3 ผลจากเหตุการณ์ภายนอกที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้ภายในตัวมนุษย์

กานเย อธิบายว่า ขณะที่กระบวนการจัดกระทำข้อมูลภายในตัวมนุษย์กำลังเกิดอยู่นั้น เหตุการณ์ภายนอกร่างกายมนุษย์ก็ดำเนินไปพร้อมกัน เหตุการณ์ต่างๆมากมายนอกร่างกายมนุษย์ย่อมช่วยสร้างการเรียนรู้มากทีเดียว ทั้งในแง่ของการส่งเสริมและการยับยั้งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเรียนรู้ภายในร่างกายมนุษย์กับผลกระทบทางบวกที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภายนอก

ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Luker(ดร.อนัตต์ ลัคนหทัย(ผู้รวบรวม).ม.ป.ป.)

ลูเคอร์ เป็นอาจารย์หัวหน้าภาควิชาจิตวิทยา แห่ง University of northern Colorado มลรัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีความคิดเห็นอยู่ในนักจิตวิทยาสกุล Phenomenology ซึ่งเน้นในความเชื่อเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนว่าเกิดจากตัวบุคคล สิ่งแวดล้อม และภาวะปัจจุบันมากกว่า คือ ในระหว่างที่มีพฤติกรรมในแนวใดแนวหนึ่งสาเหตุจะเนื่องมาจากว่าในขณะที่บุคคลมีการรับรู้ ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม และแรงขับ จากสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในภาวะหนึ่งๆ เป็นอย่างนั้นแล้วปรากฏออกมาในรูปของพฤติกรรม

ขั้นการเรียนรู้ (Level of learning) มีอยู่ 5 ขั้นตอนคือ

1. ขั้นของคำพูด ในระดับนี้เราสามารถท่องจำบทเรียนได้ แต่โดยที่ยังไม่มี ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวพูด หรือท่องบ่นออกมา เช่น การที่ครูสอนให้เด็กเล็กท่องอาขยาน หรือสูตรคูณ

2. ขั้นของคำพูดและความเข้าใจ ผู้เรียนสามารถอธิบายให้ตนเองหรือผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยการใช้ภาษาง่ายๆ ของตัวเอง สามารถใช้คำพูดง่ายๆ อธิบายสิ่งที่เป็นหลักวิชาได้

3. ขั้นที่สามารถนำไปประยุกต์ได้ ผู้เรียนสามารถจะนำสิ่งที่ตนเรียนรู้ไปประยุกต์ ในชีวิตประจำวันได้แต่ไม่สามารถจะอธิบายออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้ เช่น ช่างเครื่องยนต์บางคนที่สามารถจะแก้เครื่องยนต์ที่เสียจนใช้การได้ แต่เขาไม่สามารถสอนให้ผู้อื่นให้ทำ หรือให้เข้าใจในวิธีการของเขาได้

4. ขั้นที่สามารถนำไปประยุกต์ได้และด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในขั้นนี้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนมากถึงขนาดที่สามารถนำไปประยุกต์ และพร้อมที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างดีด้วย เช่น เขาสามารถใส่ถ่านวิทยุได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจในหลักวิชาที่ว่าจะต้องเอาขั้วไฟฟ้าบวกต่อกับขั้วไฟฟ้าลบวงจรไฟฟ้าจึงจะเปิดและเกิดการไหลของไฟฟ้าได้ เป็นต้น

5. ขั้นที่สามารถนำไปประยุกต์ได้และด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเหมาะสม ในขั้นนี้นอกจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบทเรียนแล้วผู้เรียนมีความโน้มเอียงที่จะทำกิจกรรมตามที่ตนเข้าใจและเชื่อมั่นนั้น และสามารถจะนำไปปฏิบัติในสภาพการณ์อื่นที่เหมาะสม และสมควรต่อไป

การนำเอาทฤษฎีการเรียนรู้มาใช้ในการพัฒนาชุมชน(ดร.อนัตต์ ลัคนหทัย(ผู้รวบรวม).ม.ป.ป.)

จากทฤษฎีการเรียนรู้มีมีผู้คิดค้นขึ้น จะเห็นได้ว่า นักพัฒนาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดีถ้าหากสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างถ่องแท้ ทั้งนี้ เนื่องจาก ในฐานะหนึ่งนั้น การพัฒนาชุมชน หมายถึงกระบวนการให้การศึกษาแก่คนในชุมชน และแนวความคิดที่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อประการหนึ่งของการพัฒนาชุมชน ก็คือ ความเชื่อในเรื่องศักยภาพในการศึกษาเรียนรู้ของมนุษย์ ประสิทธิภาพรวมทั้งประสิทธิผลของการพัฒนาชุมชนจึงมีความสัมพันธ์กับองค์ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้รวมทั้งวิธีการจัดการในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนในชุมชน เทคนิครวมทั้งวิธีการต่างๆเกี่ยวกับการให้การศึกษาแก่ชุมชนที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะให้ความเข้าใจที่ไม่ละเอียดลึกซึ้งเพียงพอต่อความเข้าใจในพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนในชุมชน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนามักจะอนุมานเอาว่าเศษเสี้ยวขององค์ความรู้ทางด้านการศึกษาหรือจิตวิทยาที่ตนเองได้ศึกษามาว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการให้การศึกษาแก่คนในชุมชน ซึ่งมักจะปรากฎผลต่อมาภายหลังว่า ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขอีกมากมายมหาศาล ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติงานทางด้านการพัฒนาชุมชน จึงไม่อาจปฏิเสธ องค์ความรู้ พัฒนาการ และความเป็นปัจจุบันขององค์ความรู้ทางด้านการศึกษาในทุกมิติได้ ถึงแม้ว่าจะมีวิวาทะเกี่ยวกับ ความสามารถในการถูกกระทำให้ผิด [Falsify] ของทุกองค์ความรู้ของมนุษย์ก็ตาม

2006/Oct/27

ความหมายเกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) คือ การเกษตรที่สร้างสรรค์ให้เกิดระบบนิเวศน์การเกษตรยั่งยืน ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการอนุรักษ์และ ปรับปรุงสภาพแวดล้อม โดยใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในระบบการเกษตรให้เกิดการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เน้นการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เศษเหลือของพืชใช้เป็นอาหารสัตว์และปลา มูลและซากของสัตว์และปลาใช้เป็นปุ๋ยของพืชและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ช่วย ปรับปรุงบำรุงดิน พืชตระกูลถั่วช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศให้เป็นไนโตรเจนในรูปของอาหารพืช เป็นต้น"

( กรมส่งเสริมสหกรณ์, 2544 อ้างใน เกษมศักดิ์ แสนโภชน์.2545)

เกษตรอินทรีย์ คือการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อลด และ เลิก การใช้สารเคมี แล้วหันมาเข้าสู่กระบวนการผลิตตามธรรมชาติ โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักทางชีวภาพแทนการใช้สารเคมี ในระยะแรกการใช้น้ำหมักอาจจะยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่พอใช้สักระยะก็จะเห็นผลในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลดลง สภาพแวดล้อมดีขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คงไม่พ้นเรื่องของดินที่กลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

(ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์.2547)

เกษตรอินทรีย์ คือ การทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต โดยมีการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เน้นการปรับปรุงบำรุงดินและเน้นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติ สัตว์ และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์จึงลดปัจจัยการผลิตจากภายนอก มีการพยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติ ในการเพิ่มผลผลิตและพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยงที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาสตร์ สภาพอากาศและวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย(มัทนา อภัยมูล .2006)

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตดัดแปลงทางพันธุกรรม เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญสูงสุดในการปรับปรุงบำรุงดิน โดยเชื่อว่า หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ ย่อมทำให้พืชและสัตว์ที่เจริญเติบโตจากผืนดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย

http://sathai.org/knowledge/05_sa_patern.htm
เกษตรอินทรีย์ คือ การทำการเกษตรที่เลียนแบบธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ หัวใจของการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ดิน กระบวนการปรับปรุงดินที่ตายแล้วคืนสู่ดินมีชีวิต จะไม่มีความยากลำบากใด ๆ เลยต่อเกษตรกรที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนจากเกษตรกรรมอันมืดมน มาสู่เกษตรกรรมที่รุ่งเรือง ก้าวหน้า และมีสุขภาพพลานามัย หรือคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงตามปกติ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง เมื่อดินได้ถูกปรับสภาพแล้ว ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์จะผิดไปจากเกษตรกรรมเคมีโดยสิ้นเชิง คือ รสชาดอร่อย เก็บไว้ได้นาน น้ำหนักดี สีสวย ไร้สารพิษ ปราศจากอันตรายต่อชีวิตผู้ผลิต และผู้บริโภค ผลไม้บางชนิด และหลายชนิด เมื่อดินถูกปรับสภาพจะทำให้ผลผลิตดกตลอดปี เศรษฐกิจดีกว่าเก่า ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชจะลดลง เพราะจุลินทรีย์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานธรรมชาติ ใบอ่อนของพืชจะไม่ถูกทำลาย ใบแก่ที่ขาดภูมิต้านทานธรรมชาติอาจถูกทำลายจากศัตรูพืชบ้างl
(มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน.2006)

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการทำการเกษตรที่คำนึงถึงการรักษาความลากหลายทางชีวภาพในแปลง เพื่อให้มีความหลากหลายของชนิดแมลง และเพื่อรักาและฟื้นฟูสารอาหารในดิน และไม่อนุญาตให้มีการใช้สารเคมีฆ่าแมลง หรือปุ๋ยเคมี ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ เส้นใย ดอกไม้ หรือ ผลิตภัณฑ์แปรรูป หลักการสำคัญการผลิตเกษตรอินทรีย์คือ การวางแผนการเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิต มีการสร้างบัฟเฟอโซนแบ่งกั้นออกจากฟาร์มเคมี เพื่อป้องกันการปนเปื้อน(organic farming research foundation.2006)

เกษตรอินทรีย์ คือ การจัดการระบบนิเวศเพื่อเสริมสร้างความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต วงจรสิ่งมีชีวิต กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดิน หลักการคือการนำเอาวัตถุดิบมาใส่ในไร่นาไม่มาก แต่ให้มีการหมุนเวียนของสารอาหารในที่นา ให้มีความยั่งยืน พอกพูน ของระบบนิเวศ เป้าหมายแรกคือสุขภาพ และกิจกรรมที่ใส่ฝจต่อ ดิน สิ่งแวดล้อม ชุมชน สัตว์ มนุษย์ USDA National Organic Standards Board (NOSB),1997 Dr. Kathleen Delate, 2006

ดร.สมภพ โคตรวงษ์ อุปนายกสมาคมเกษตรอินทรีย์ (ประเทศไทย) สำนักงาน กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กล่าวว่า การเกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทั้งทางดิน ทางน้ำ ทางอากาศ เพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศน์ และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อทางพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิต ภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตสูง อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษ โดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติและสรรพสิ่ง การเดินทางเพื่อการรณรงค์การเกษตรอินทรีย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ประวัติความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย

การประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่งเมืองปี 2504 ทำให้สังคมไทยเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ กระแส "ปฏิวัติเขียว" มาแรงจนทำให้สังคมเกษตรกรรมของไทยเราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำ "เกษตรพอเพียง" ผลิตเพื่อการยังชีพมาสู่การผลิต "เพื่อการค้า" เป็นหลัก ตามนโยบายของรัฐบาล ผลที่ตามมาก็คือ เกษตรกรเริ่มใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช นับตั้งแต่ปี 2512 เรื่อยมา รวมถึงมีการนำเข้าสารเคมีเพื่อการเกษตรตัวอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายก็เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพดีพอต่อการ "ส่งขาย"มีการสร้างระบบชลประทานและเขื่อนขนาดใหญ่ ใช้เครื่องจักรกลทางเกษตรขนาดใหญ่ และเปลี่ยนจากการทำการเกษตรผสมผสาน มาสู่การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่รับประกันด้านปริมาณผลผลิต ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายในการ "ค้าขาย" อีกเช่นกัน (มูลนิธิชุมชนไท.2004)

พร้อมกับมีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้แก่ การใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินในการที่จะเร่งอัตราการเจริญเติบและผลผลิตของพืชซึ่งผลิตเป็นจำนวนมาก การใช้สารเคมีควบคุมและกำจัดวัชพืช การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลง และศัตรูพืช ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วมีการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตรในปริมาณสูงมาก ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศเป็นส่วนใหญ่ และนอกจากนี้ส่วนที่เหลืออีก 25 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในรูปของสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร(วรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์ . 2545)

1. การเพิ่มผลผลิตด้วยการปลูกพืชพันธุ์ผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งโดยทั่วไปพืชพันธุ์ลักษณะนี้ไม่มีความต้านทานต่อโรคและแมลง เช่น พันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิม การมุ่งเน้นการผลิตที่ผลิตพืชเดี่ยวเป็นหลัก (Monoculture) มากกว่าผลิตพืชหลายชนิด หรือชนิดเดียวกัน แต่หลายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน (Mixed of Varieties and Crops) และเป็นเพราะความต้านทานโรคและแมลงของพืชใหม่ หรือพืชพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่นน้อยกว่าพืชพันธุ์ดั้งเดิม เป็นเหตุผลหนึ่งที่นำมาซึ่งความจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อรักษาผลผลิตไม่ให้เสียหาย

2. สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการใช้น้อยลงในประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นเพราะประชาชนเขามีความรู้ซึ้งถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากพิษภัยของสารเคมี จึงผลักดันให้ประเทศโลกที่สามเป็นประเทศผู้ผลิต เพื่อส่งขายให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นเพราะการเพิ่มการปลูกพืชผักและผลไม้ เพื่อส่งขายให้ได้มากขึ้นและมีราคาดี ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคพืช ผัก ผลไม้ ที่สวยงาม ไม่มีร่องรอยการทำลายของโรคและแมลง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

3. เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศโลกที่สามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการผลิตและพันธุ์พืชจากการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) มีการปลูกพืชเดี่ยว (Monoculture) การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และมีการเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องตลอดปี มีการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชจนเกินกว่าที่ธรรมชาติจะควบคุมกันเองได้

เทคโนโลยีชาวบ้าน ศักดา ศรีนิเวศน์ เกษตรยั่งยืนโลกกับสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช (2) 1กพ 45 ปีที่ 14 ฉ.280 น.37

ความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ

Sir Albert Howard ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการทำเกษตรอินทรีย์สมัยใหม่ เขาได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เอาไว้ว่าในช่วงปี 1930-1940 ก็ยังได้รับการยอมรับให้เป็นตำราของการทำเกษตรอินทรีย์ในยุคปัจจุบัน เขาชื่อว่าปัจจัยสำคัญของการทำการเกษตรคือสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน เซอร์อัลเบิรต โฮวาร์ต ได้เสนอผลงานชื่อ (An Agricultural Testament) มีการพุ่งประเด็นไปที่ธรรมชาติและการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยหมัก ในยุคพัฒนา อุตสาหกรรมเคมีเกษตร ได้เริ่มปนเปื้อนอาหาร ได้มีการสนับสนุนให้ใช้กระบวนการทางธรรมชาติมาทดแทนวัตถุดิบทางเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นได้ศึกษาจากระบบเกษตรกรรมแบบพื้นเมืองของประเทศทางตะวันออก ได้แก่ ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งมีหลักการของเกษตรอินทรีย์โดยสรุปกล่าวคือ สุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนพื้นโลก สุขภาพที่ดีมีความเกี่ยวข้องกับ ดิน พืช สัตว์ และมนุษย์ ซึ่งจะเชื่อมโยงประสานซึ่งกันและกัน ความอ่อนแอและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับดินจะมีผลกระทบตามมาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ปัญหาการระบาดของโรคและแมลงที่มีต่อพืชและสัตว์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งสุขภาพที่ไม่ดีของพืข สัตว์ และมนุษย์เกิดขึ้นจากดินมีปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาของดินโดยการใช้สารเคมีนั้นไม่อาจทำให้พัฒนาคุณภาพของดินได้ หากละเลยการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงนำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนการพัฒนา แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือใช้กลับคือสู่ดินผสมผสานกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ และไม่กระทำการใดๆ ที่จะเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแปรสภาพแร่ธาตุให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อไป( Dag Falck, 2005)

Rudolf Steiner ชาวเยอรมัน ได้แต่งหนังสือชื่อ Spiritual Foundations for the Renewal of Agriculture, published in 1924 เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับ พลวัตรชีวภาพ of biodynamic agriculture

การเกษตรแบบชีวพลวัตร คือการพัฒนาระบบฟาร์มอินทรีย์โดยเน้นไปที่คุณภาพของผลผลิตและสภาพของดินมีการสำรวจจากเกษตรกรพบว่าดินกำลังเสื่อมสลบายเนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมี อันจะส่งผลต่อผลผลิตและพืชพันธ์ที่ปลูกเอาไว้ คุณภาพของผลผลิตที่แย่ลงมีผลมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีฆ่าแมลง รวมถึงจิญวิญญาณของเกาตรกรที่เปลี่ยนไป ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ สิ่งที่ตายกับสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน

biodynamic agricultureเกษตรชีวพลวัตร จึงเป็นระบบการทำฟาร์มแบบนิเวศที่พัฒนาต่อมาจากเกษตรแบบเคมี

หลักการ คือ จินตนาการว่าฟาร์มเปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิต ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง จึงสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ ความเจ็บป่วย จะส่งผลต่อทั้งร่างกาย เน้นที่. การหมุนเวียนแร่ธาตุความยั่งยืนของดิน ความมีสุขภาพและอยู่ดีกินดีของพืชและสัตว์โดยทุกสิ่งเป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งตัวเกษตรกร (Hilmar Moore .1997)

เป็นการทำการเกษตรที่ต้องสร้างความสมดุลของระบบนิเวศน์โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติโดยที่ไม่พยายามจะแทรกแซงในสิ่งที่ธรรมชาติทำเองได้ เช่น ให้ความสำคัญสูงสุดต่อดิน เพราะถือว่าดินเป็นพื้นฐานของความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์รวมถึงมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนผืนดินนั้น โดยทำการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนในช่วงจังหวะเวลาที่ถูกต้อง(ณรงค์ คงมากและคณะ. 2535)

» หลักการสำคัญของเกษตรอินทรีย์

หลักการเกษตรอินทรีย์ : เกษตรแห่งวิถีธรรมชาติ

1.การหมุนเวียนของธาตุอาหาร

เกษตรอินทรีย์ให้ความสำคัญกับการป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารที่เกิดจากระบบการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งธาตุอาหารจากภายนอกฟาร์มที่มากเกินไป ตัวอย่างของการหมุนเวียนธาตุอาหารในแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญคือ การใช้ปุ๋ยหมัก, การคลุมดินด้วยอินทรีย์วัตถุ, การปลูกพืชเป็นปุ๋ยพืชสด และการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น

2.ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดิน

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถือเป็นหัวใจของเกษตรอินทรีย์ ดังนั้นเกษตรกรต้องหาอินทรีย์วัตถุต่างๆ มาคลุมหน้าดินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟาง ใบไม้ ซึ่งอินทรีย์วัตถุเหล่านี้จะกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้การไม่ใช้สารเคมีต่างๆ เช่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังเป็นการช่วยทำให้ดินสามารถฟื้นความสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้พืชที่ปลูกมีความแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลง รวมทั้งให้ผลผลิตสูง

3.ความหลากหลายที่สัมพันธ์กันอย่างสมดุลในระบบนิเวศ

โดยการปลูกพืชร่วมหลายชนิดในเวลาเดียวกัน หรือเหลื่อมเวลากัน การปลูกพืชหมุนเวียนต่างชนิดกัน รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนับเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดอีกด้วย นอกจากนี้การไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะมีส่วนช่วยให้ศัตรูธรรมชาติสามารถควบคุมศัตรูพืช ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลนิเวศการเกษตรอีกวิธีหนึ่ง

แนวทางเกษตรอินทรีย์

1.การอนุรักษ์นิเวศการเกษตร

ด้วยการปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เพราะปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทำลายสมดุลของนิเวศการเกษตร ส่งผลกระทบด้านลงต่อสิ่งแวดล้อม และมีผลต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ในฟาร์มทั้งที่อยู่บนผิวดินและใต้ดิน

2.การฟื้นฟูนิเวศการเกษตร

แนวทางนี้ทำให้เกษตรอินทรีย์มีความแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรปลอดสารเคมีที่รู้จักกันในประเทศไทย แนวทางหลักในการฟื้นฟูนิเวศการเกษตรคือ การปรับปรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนั้นการเพิ่มความหลากหลายในไร่นาก็เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยการปลูกพืชร่วม, พืชแซม, พืชหมุนเวียน, ไม้ยืนต้น หรือการฟื้นฟูแหล่งนิเวศธรรมชาติในไร่นาหรือบริเวณใกล้เคียง

3.การพึ่งพากลไกธรรมชาติในการทำเกษตร

กลไกในธรรมชาติที่สำคัญต่อการทำเกษตรอินทรีย์ได้แก่ วงจรการหมุนเวียนธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงจรไนโตรเจน และคาร์บอน, วงจรการหมุนเวียนของน้ำ, พลวัตของภูมิอากาศและแสงอาทิตย์ รวมทั้งการพึ่งพากันของสิ่งมีชีวิตอย่างสมดุลในระบบนิเวศ ทั้งในเชิงของการเกื้อกูล การพึ่งพา และห่วงโซ่อาหาร

4.การควบคุมและป้องกันมลพิษ

เกษตรกรที่ทำการเกษตรอินทรีย์ต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันมลพิษต่างๆ จากภายนอกมิให้ปนเปื้อนผลผลิต ซึ่งอาจทำได้โดยการจัดทำแนวกันชนและแนวป้องกันบริเวณริมฟาร์ม นอกจากนั้นแนวทางเกษตรอินทรีย์ยังกำหนดให้ต้องลดและป้องกันมลพิษที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของฟาร์มเองด้วย เช่น มีระบบจัดการขยะและน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยออกนอกฟาร์ม หรือการไม่ใช้วัสดุบรรจุผลผลิตที่อาจมีสารพิษปนเปื้อนได้

5.การพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต

เกษตรอินทรีย์มีแนวทางที่มุ่งให้เกษตรกรพยายามผลิตปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ด้วยตนเองในฟาร์มให้ได้มากที่สุด แต่ในกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถผลิตได้เอง ก็สามารถซื้อหาปัจจัยการผลิตจากภายนอกฟาร์มได้ แต่ควรเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร (สหกรณ์กรีนเนท มูลนิธิสายใยแผ่นดิน.ไม่ทราบปี)

เทคนิดการจัดการโดยวิธีทางธรรมชาติของระบบการทำเกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์ มีจุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศน์เกษตรด้วย วิธีการที่ยั่งยืนซึ่งเทคนิดวิธีทางธรรมชาติต่างๆ ในแต่ละวิธีจะมีความเชื่อมโยงกันอยู่
ดังนั้นจึงไม่สามารถเลือกใช้เพียงวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ต้องใช้หลายๆ วิธีการประกอบกัน

1. การใช้วัสดุคลุมดิน โดยใช้เศษซากอินทรียวัตถุจำพวกใบไม้ ฟางข้าว แกลบ ชานอ้อย มูลสัตว์ หรือปล่อยให้มีพืชขึ้นปกคลุมดินในบริเวณที่ต้องการ เพื่อรักษาความชื้นและอุณหภูมิภายในดิน ป้องกันการชะล้างของผิวดินที่เกิดจากน้ำและลม บำรุงดิน และควบคุมวัชพืช

2. การปรับปรุงดินโดยใช้พืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วมีประโยชน์ในการให้ปุ๋ยไนโตรเจนแก่ดิน ช่วยให้เศษซากพืชย่อยสลายได้ดีขึ้น ลดการระบาดของแมลง รักษาความชื้นของดิน และป้องกันการชะล้างของผิวหน้าดิน

3. การใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หินแร่ และเศษวัสดุจากการเกษตร ธาตุอาหารที่ได้จากกระบวนการเน่าเปื่อยผุพังของปุ๋ยประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อพืช ในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นอันตรายต่อความสมดุลและสิ่งมีชีวิตในดิน

4. การลดการไถพรวนดิน โดยไถพรวนให้น้อยที่สุด หรือไถพรวนแบบอนุรักษ์เพื่อลดการรบกวนกิจกรรมและปริมาณของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน

5. การผสมผสานการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงปลาในนา การเลี้ยงหมูควบคู่กับการเลี้ยงปลาเพื่อหมุนเวียนการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรต่างๆ ในไร่นา และเป็นการจัดการทรัพยากรในไร่นาให้เกื้อกูลประโยชน์กันทั้งในเรื่องการควบคุมศัตรูพืชและการเพิ่มอินทรียวัตถุจึงไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและอื่นๆ

6. การควบคุมศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี วัชพืชที่เป็นศัตรูสามารถควบคุมได้โดยปลูกพืชหลายชนิดปลูกพืชคลุมดินหรือใช้กลวิธีปล่อยวัชพืชขึ้นในหน้าแล้งแล้วตัดฟันในหน้าฝน ส่วนการควบคุมแมลงที่เป็นศัตรูพืชทำได้โดยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน อนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว ด้วงเต่า มวน เพชฌฆาต แมลงปอ แมลงช้างปีกใส และอื่นๆ ปลูกพืชที่มีกลิ่นฉุน เช่น ดาวเรือง กระเทียม ผักกาดหอม ตะไคร้ เป็นต้น ใช้สารสมุนไพร เช่น สารสะเดา เป็นต้น

(วรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์ .2545)

การป้องกันและกำจัดวัชพืช

1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง ใช้วิธีการไถพรวน

2. ใช้วัสดุคลุมดินซึ่งเป็นการปกคลุมผิวดินช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินอีกด้วย โดยส่วนใหญ่มักใช้วัสดุตามธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืชหรือวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร เช่น ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพลาสติกที่ผลิตขึ้น สำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน

3. ปลุกพืชคลุมดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล การปลูกพืชต่าง ๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล เป็นต้น

การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล (mechanical control) เช่น การใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ การใช้กับดักกาวเหนียว เป็นต้น

2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม (cultural control) เช่น

1) การดูแลรักษาแปลงให้สะอาด

2) การหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช

3) การเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลง

4) การใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม

5) การจัดการให้น้ำ

6) การใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง

3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธิ (biological control) คือการใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ คือ

1) ตัวเบียน (parasite) ส่วนใหญ่หมายถึง แมลงเบียน (parasitic insects) ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิตและการสืบพันธุ์ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต

2) ตัวห้ำ ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ได้แก่ สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาย เช่น งู กิ้งก่าสัตว์ ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ ตัวห้ำส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชได้แก่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม ไรตัวห้ำ และตัวห้ำส่วนใหญ่ได้แก่แมลงห้ำ (predatory insects) ซึ่งมีมากชนิดและมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว

3) เชื้อโรค ส่วนใหญ่หมายถึงจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัสแบททีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอยทำลายแมลงศัตรูพืช

4. การป้องกันโดยใช้พันธุ์พืชต้านทาน (host plant resistance)

5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ

การใช้ปุ๋ยชีวภาพ
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ หมายถึง สารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืชหรือสัตว์ เศษพืชหรือสัตว์จะถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ โดยใช้กากน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ กระบวนการในการย่อยสลายของปุ๋ยน้ำหมักในการหมักปุ๋ยนั้น ส่วนใหญ่มักจะแบ่งเป็นสองวิธีคือ การหมักแบบให้อากาศและการหมักแบบอับอากาศ ซึ่งในการหมักทั้งสองแบบนั้นผลสุดท้ายก็จะได้สารพวกแอลกอฮอล์พวกกรด (Acetic acid) ซึ่งถ้าเป็นสารพวกกรด เมื่อรวมตัวกับแร่ธาตุอาหารพืชก็จะอยู่ในรูปที่พืชสามารถใช้ได้เลย แต่ถ้าเป็นสารกลุ่มพวกแอลกอฮอล์ก็จะทำปฏิกริยาต่อกลายเป็นเอสเตอร์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและมีคุณบัติเป็นสารดึงดูดและไล่แมลงได้

ที่มาของปุ๋ยน้ำชีวภาพในประเทศไทย

เรื่องราวของปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือปุ๋ยน้ำชีวภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2540 เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนคนไทยเดือดร้อนไปทั่ว แต่คนไทยก็โชคดีที่ได้รู้จักวิธีการทำปุ๋ยทางชีวภาพใช้เอง ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 โดยอาจารย์ภรณ์ ภูมิพันนา ได้เชิญ มร.ฮาน คิวโซ นายกสมาคมเกษตรแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ มาบรรยายเกี่ยวกับเทตนิค วิธีการทำเกษตรธรรมชาติให้ปลอดภัยจากสารพิษ โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์ ที่กรมวิชาการเกษตร หลังจากนั้น มร.ฮาน คิวโซ ก็ได้ตระเวนไปบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตพิช

ปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือปุ๋ยหมัก หมายถึง สารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืชหรือสัตว์จะถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ โดยใช้กากน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์กระบวนการในการย่อยสลายของปุ๋ยน้ำหมักในการหมักปุ๋ยนั้น ส่วนใหญ่มักจะแบ่งเป็นสองวิธีคือการหมักแบบให้อากาศและการหมักแบบอับอากาศ ซึ่งในการหมักทั้งสองแบบนั้นผลสุดท้ายก็จะได้สารพวกแอลกอฮอล์และสารพวกกรด (Acetic acid) ซึ่งถ้าเป็นสารพวกกรด เมื่อรวมตัวกับแร่ธาตุอาหารพืชก็จะอยู่ในรูปที่พืชสามารถใช้ได้เลย แต่ถ้าเป็นสารกลุ่มพวกแอลอฮอล์ก็จะทำปฏิกิริยาต่อกลายเป็นเอสเตอร์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและมีคุณสมบัติเป็นสารดึงดูดและไล่แมลงได้

(ผกามาศ ใจฉลาด. 2545)

บทบาทของระบบการทำเกษตรอินทรีย์ต่อการดำรงชีพของมนุษย์ทรัพยากรธรรมชาติ และ

สิ่งแวดล้อม

1. ด้านสิ่งแวดล้อม

1.1 ฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สภาพสมดุล เพราะพฤติกรรมและรูปแบบทางการผลิตจะลดหรืองดการใช้สารเคมีทางการเกษตร

1.2 สร้างความหลากหลายทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบทางการผลิตเชิงเดี่ยวมาสู่การปลูกพืชมากมายหลายชนิด ผสมผสานการเลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

1.3 ประหยัดพลังงานและมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งแปรรูปจากน้ำมันปิโตรเลียม และลดการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

2. ด้านเศรษฐกิจ

เกษตรอินทรีย์มีจุดมุ่งหมายให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งด้านรายได้อาหารและปัจจัยการผลิต และมีอิสระในการเลือกปัจจัยการผลิต การใช้เทคนิคการผลิต การจัดสรรผลผลิตและการกระจายผลผลิต

2.1 รายได้ ในระยะเริ่มต้น เกษตรอินทรีย์อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งด้านผลผลิตและรายได้ แต่ในระยะยาวความมั่นคงด้านอาหารและรายได้เป็นตัวเงินจะมีอย่างสม่ำเสมอ เพราะเทคนิค วิธีการผลิต และการจัดการทรัพยากรแบบเกษตรกรรมยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรลดภาระค่าใช้จ่ายอีกด้วยเช่น ค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมีต่างๆ ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร เป็นต้น ส่วนรายได้จะมาจากการขายผลผลิตที่เกินความต้องการบริโภคในครอบครัว และเกษตรกรมีอิสระในการกำหนดชนิดสินค้าและราคาที่จะขายไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรรมอินทรีย์อาจให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำกว่าในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากมีการปลูกพืชตระกูลถั่วไว้คลุมดินไว้ แต่ถ้าหากคิดต้นทุนและความเสียหายที่เกิดจากการชะล้าง และการเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ของดิน มลพิษที่เกิดจากสารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรกรรมอินทรีย์ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ยิ่งในบางสถานการณ์เช่นในกรณีเกิดความแห้งแล้งขึ้นเกษตรกรรมอินทรีย์ในผลดีกว่า (เนื่องจากมีวัสดุปกคลุมดิน ทำให้โครงสร้างของดินสามารถต้านทานการขาดน้ำได้ดีกว่า)

2.2 อาหาร เกษตรอินทรีย์ปฏิเสธการผลิตเพื่อขายเพียงอย่างเดียวแต่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนและตลาดท้องถิ่นเป็นสำคัญ รูปแบบการผลิตจึงเป็นการปลูกพืชหลายชนิดที่ให้ผลผลิตหมุนเวียนไปตลอดปีเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัวและชุมชน

2.3 ปัจจัยการผลิต มีการใช้ปัจจัยการผลิตที่จัดหารได้ในครอบครัวและชุมชน ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกชุมชน ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมและการตัดสินใจของเกษตรกร

3. ด้านสังคม

เกษตรอินทรีย์มุ่งสร้างความเข้มแข็งของชุมชน รวมถึงสร้างความเท่าเทียมกันและความยุติธรรมทางสังคม

3.1 การบริโภค ผู้บริโภคจะต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการบริโภค ควบคู่กับผู้ผลิตที่ต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิต เช่น การปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริโภคเนื้อสัตว์มาเป็นการบริโภคผักและธัญพืช เนื่องจากสัตว์มีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์และแปรรูปธาตุอาหารต่ำกว่าพืช ดังนั้น การผลิตอาหารที่มีปริมาณพลังงานเท่ากัน การเลี้ยงสัตว์จะต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการผลิตพืชอาหารหรือการปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริโภคอาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมมาเป็นการบริโภคอาหารจากธรรมชาติโดยตรง

3.2 วิถีชิวิต รูปแบบการดำรงชีวิตจะต้องสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ รู้จักบริโภคทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาของตนอย่างมีประสิทธิภาพ มีความขยันขันแข็งในการทำงาน หมั่นหาความรู้ในการเกษตรและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ลดความต้องการด้านวัตถุที่เกินความจำเป็นลง

3.3 การพึ่งพาอาศัยกัน วิธีการผลิตของเกษตรอินทรีย์ให้ความสำคํยกับการดำรงอยู่ร่วมกันของชาวบ้าน เกษตรกรจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน หรือรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นองค์กรท้องถิ่นของเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เพื่อเป็นหลักประกันความสำเร็จของการพัฒนาเกษตรกรรมแนวนี้ในระยะยาว ช่วยให้ฐานทรัพยากรของชุมชนมั่นคงเศรษฐกิจดีขึ้น เกษตรกรพึ่งตนเองได้และมีสุขภาพแข็งแรง

3.4 การจัดการทรัพยากร ลักษณะการกระจายผลผลิตในไร่นาช่วยลดความจำเป็นในการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ของเกษตรกรแต่ละราย จึงสามารถกระจายการถือครองที่ดินให้เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินได้ การบริหารจัดการทรัพยากรในระดับครอบครัวเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน และบทบาทที่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรในระดับชุมชนก็ส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน

3.5 อุดมการณ์ การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวงในช่วง 200 ปีที่ผ่านมานี้ มีต้นเหตุมาจากความคิดที่มองสิ่งแวดล้อมมีค่าเป็นเพียงวัตถุ และคิดว่ามนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อม เพราะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยคอยอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายขั้นสูงสุดของเกษตรกรรมแบบยั่งยืน คือ การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุเหล่านี้ โดยการปรับเปลี่ยนแนวความคิดที่มองโลกแบบแยกส่วนมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติมาสู่แนวความคิดแบบองค์รวมอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติยอมรับว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ ซึ่งจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ(วรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์ .2545)

มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ (Standards for organic Crop production)

เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รักษาความสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ผลิต และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งในและต่างประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตฐานสากล ประเทศไทยจึงได้กำหนดมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย (Standards for Oragnic crop production in Thailand) โดยกรมวิชาการเกษตรได้ทำประชาพิจารณ์ร่างของสถาบันวิจัยวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 และได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2543 ให้ใช้เป็นมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย โดยได้กำหนดรายละเอียดการดำเนินงานไว้เป็นขั้นตอน

แผนการผลิตการเกษตรอินทรีย์และการบันทึกข้อมูล

ผู้ที่มีความประสงค์จะทำการผลิตพืชอินทรีย์ จะต้องจัดทำแผนการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์และการเก็บข้อมูลเพื่อการตรวจสอบและพิจารณา ยื่นต่อหน่วยรับรองระบบการผลิตพืชอินทรีย์ตามแบบที่กำหนด โดยแผนการดังกล่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ชนิดพืชที่จะผลิต ต้องระบุชนิดพืชที่จะทำการผลิตทุกชนิด รวมถึงพืชป่า

2.พื้นที่ผลิต ต้องมีเอกสารและข้อมูล แสดงที่ตั้งของฟาร์ม แผนผังของฟาร์ม ชนิดของดิน ประวัติการปลูกพืช การใช้ที่ดิน สภาพแวดล้อมรอบฟาร์ม และบริเวณที่จะอนุรักษ์พืชป่า

3.แนวกันชนระหว่างพืช เป็นมาตรฐานการป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมี รวมทั้งบริเวณรอบนอก และต้องมีขอบแขตและวิธีปฏิบัติที่ยอมรับ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

4.แผนการจัดทำดินเพื่อการผลิตพืชอินทรีย์ ตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม เป็นแผนในด้านการปลูกพืชหมุนเวียนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด การจัดการเศษเหลือจกาการเกษตร การป้องกันการชะล้างของปุ๋ย และการพังทะลายของดิน

5.พันธุ์พืชที่ใช้ ต้องระบุชื่อ แหล่งที่มา วัสดุการปลูกห้าม ใช้พันธุ์พืชที่ได้จากการตัดต่อสารพันธุกรรม และที่ได้วิธีการอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับการเกษตรอินทรีย์

6.การปลูก ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ต้องแสดงแผนการจัดการที่สอดคล้องกับหลักการผลิต พืชอินทรีย์ และยึดหลักเกษตรดีที่เหมาะสม ในขั้นตอนการเตรียมแปลง การปลูกการใช้น้ำ การใส่ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช การควบคุมศัตรูพืช การควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และการเก็บเกี่ยว

7.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ต้องแสดงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ วิธีปฏิบัติ แผนการจัดการหลังจากเก็บเกี่ยว วิธีวิเคราะห์และควบคุมการปนเปื้อนของสารต้องห้ามในขั้นตอนการขนย้าย การแปรรูปขั้นตอน การบรรจุหีบห่อการเก็บรักษา การขนส่ง

สินค้าที่มีผู้นำมาจำหน่ายแล้วอ้างว่าเป็นสินค้าที่ปลอดสารพิษ เป็นสินค้าที่ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์นั้น หาถูกต้องไม่ เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสินค้านั้นปลอดสารพิษจริง หรือไม่เป็นเพียงความเข้าใจของ ผู้ผลิตว่าปลอดสารพิษ แต่สินค้านั้น เมื่อแปรสภาพอาจจะมีพิษข้างเคียงได้ จึงไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์

มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ จะต้องตรวจสอบตั้งแต่ดินที่ปลูก น้ำที่ใช้รด พันธุ์ กรรมวิธีการผลิต การเก็บเกี่ยวและผลผลิตที่ได้ตจะต้องอยู่ในมาตรฐานสากลที่กำหนดจึงจะถูกต้องตามมาตรฐาน จึงน่าจะใช้คำพูดได้ว่า เกษตรปลอดสารพิษ

ในปัจจุบันมีข้อกำหนดมาตรฐานการผลิตการเกษตรในระดับสากล ซึ่งใช้บังคับอยู่แล้วในหลายประเทศ เช่น พรบ. ผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ของสหรัฐอเมริกา (Orgnic Food Production Act OFPA) ตั้งแต่ปี 2533 ตลาดร่วมยุโรป (EU.) มีข้อกำหนดของผลผลตเกษตรอินทรีย์ EEC NO. 2092/91 องค์การค้าโลกยังไม่มีข้อกำหนดการผลิตเกษตรอินทรีย์ แต่ใช้ของ Code Alimentaries สมาพันธ์ผู้ผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement IFOAM.) กับองค์กรเอกชนที่มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ

ฉะนั้นทางเลือกของประเทศไทยอาจจะกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรของประเทศไทยขึ้นเอง หรือจะใช้มาตรฐานใดให้เป็นที่ยอมรับของสากลให้สอดคล้องกับการที่ประทเศไทยประกาศเป็นครั้งแรกของโลก ในวันที่ 1 ม.ค. 47 ทราบว่ากำลังดำเนินการกันอยู่

(สมศักดิ์ อาศรัยจ้าว .ผู้รวบรวม.ไม่ทราบปี)

ความเป็นมาของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ (Organic food Production Act-OFPA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)
ตลาดร่วมกลุ่มประเทศในยุโรป (European Unity : EU.) ได้มีการรวบรวมข้อกำหนดของผลิตผลเกษตรอินทรีย์ไว้ในข้อกำหนดของสภาตลาดร่วมยุโรป (EEC No. 2092/91) และฉบับแก้ไข ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำในการนำเข้าอาหารอินทรีย์ที่ผลิตจากประเทศอื่น ภายใต้มาตรฐานการผลิต และมาตรการตรวจสอบที่เหมือนกันทุกประการ
ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยอ้างอิงกฎหมายมาตรฐานเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard JAS)
ประเทศไทย ได้มีการกำหนดใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ หลังจากผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยคณะทำงานเฉพาะกิจปรับปรุงมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทยและผ่าการเห็นชอบ ของคณะกรรมการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement IFOAM) ได้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศในยุโรป
สมาคมดินแห่งสหราชอาณาจักร (Soil Association UK) เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเกษตรอินทรีย์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้พัฒนามาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร
องค์กรเครือข่าย (Pesticide Network Action : PNA) เป็นองค์กรเครือข่ายของสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอแลนด์ ที่กำลังปฏิบัติการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย
มีประเด็นหลักสำคัญ ดังนี้
- ที่ดินไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด

- พื้นที่ปลูกต้องไม่มีสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง

- ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต
- ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมีสังเคราะห์
- ไม่ใช้สิ่งที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรม
- ไม่ใช้มูลสัตว์ที่เลี้ยงอย่างผิดมาตรฐาน
- ปัจจัยการผลิตจากภายนอกต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
- กระบวนการผลิตต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์
- ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม
- ต้องได้รับการรับรองมารฐานอย่างเป็นทางการ(ดำริ ถาวรมาศ. ม.ป.ป.)

ดังนั้น เพื่อรองรับการขยายตัวของเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกและให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงได้จัดทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศและกระบวนการรับรองผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสามารถส่งไปขายยังต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น
สำหรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกอช. ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ ฉบับแรก โดยใช้แนวมาตรฐานสากลที่มีลักษณะเป็นกลางของ Codex คือมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1.การผลิต แปรรูป แสดงฉลากและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ (มกอช. 9000-2546) (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์.17 พ.ย. 48)

สินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก
ปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทั้งนี้จากผลการสำรวจของศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ความต้องการสินค้าในปี 2541 สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สรอ. และในปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สรอ. อัตราการขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉลี่ยในแต่ละปีสูงถึงร้อยละ 20 (วลัยเงิน มหาคุณ และ พิมพ์หทัย วิจิตธนาวัน 2546)

พัฒนาการสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

-เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้ มูลนิธิมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจดทะเบียนมูลนิธิเมื่อ 21 กันยายน พ.ศ.2544

-ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้การรับรอง ผลิตผล/ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ตามมาตรฐานของ มกท.

-เป็นสมาชิก สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements IFOAM) ซึ่งมีสมาชิกในประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศทั่วโลก

-เป็นหน่วยงานแรกในประเทศแถบเอเชียที่ได้รับการรับรองระบบ(Accreditation) จาก IFOAM เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2545 โดยการดำเนินการของ International Organic Accreditation Services.inc. (IOAS) ซึ่งทำให้ มกท. เป็นองค์กรให้บริการตรวจสอบและรับรองเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

-พ.ศ. 2538 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agricultural Network AAN) ซึ่งมาจากแนวคิดเกษตรทางเลือก /ตลาดทางเลือก และการรวมตัวของเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้บริโภค และร้านค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดตั้ง สภามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบเกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมีและลดการพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอก และร่าง มาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539

-พ.ศ. 2541 จัดตั้งเป็น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ครั้งแรก คือ มาตรฐาน มกท. 2542 และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์.2003)

การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกท. มิได้รับรองผลผลิตเฉพาะปลายทาง แต่เป็นการรับรองตลอดทั้งระบบการผลิต การตรวจสอบจะครอบคลุมตั้งแต่เริ่มปลูก ดูแลรักษา จนกระทั่งเก็บเกี่ยว

ส่วนในผลิตภัณฑ์แปรรูปก็เช่นกัน การตรวจสอบ เริ่มตั้งแต่การได้มาและการจัดการวัตถุดิบ กรรมวิธีการแปรรูป การบรรจุ และ การขนส่ง ซึ่งการรับรองนี้ ไม่ใช่การรับรองว่า ผลผลิตนั้น ปลอดสารเคมีตกค้างใดๆ (เพราะอาจมีมลพิษในอากาศ ดิน น้ำ และขั้นตอนการขนส่งได้) แต่เป็นการรับรองว่า

กระบวนการผลิตนั้น ไม่มีการใช้ สารเคมีสังเคราะห์ และ มีการพยายามป้องกันการปนเปื้อนสารเคมี จากสภาพแวดล้อม อย่างดีที่สุด เท่าที่สามารถทำได้ ซึ่ง จะทำให้ ผลผลิตนั้น มีความปลอดภัย ต่อผู้บริโภค มากที่สุด ( เมื่อเปรียบเทียบ กับ ผลิตภัณฑ์ทั่วไป) อีกทั้งกระบวนการผลิตนี้ ยังมีการปฏิบัติตามแนวทาง ในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูสภาพนิเวศการเกษตร และสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วย (สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์.2003)